วันอังคารที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2554

ธรรมชาติของงานขาย

ธรรมชาติของงานขาย
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
                คนไทยจำนวนมากยังมีความเข้าใจผิดและยังรังเกียจงานขาย  แต่จริงๆ แล้วงานขายเป็นงานที่แทรกอยู่ทุกอณูของธุรกิจและของหน่วยงานทุกแขนง  ไม่ว่าจะเป็น  การเมือง  การตลาด  การศาสนา และ การบริโภค ถ้าไม่มีงานขาย  ก็ไม่เกิดธุรกิจ  ไม่มีหน่วยงาน องค์กร  ตัวอย่างเช่น
                ถ้าผมไปซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อหนึ่ง  ภายในร้านขายรถจักรยานยนต์   ไม่มีคนซื้อรถจักรยานยนต์ยี่ห้อดังกล่าวเลย หนักๆเข้าก็ต้องปิดร้าน  แล้วมันไปกระทบกับอะไรครับ  กระทบกับโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์
ลงท้ายโรงงานผลิตรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อนั้นก็ต้องปิดโรงงาน แล้วมันไปกระทบกับอะไรอีกครับ  กระทบกับโรงงานผลิตยางรถจักรยานยนต์  กระทบกับโรงงานผลิตเหล็ก  กระทบกับโรงงานผลิตกระจก โรงงานพวกนี้อาจกระทบโดยมีกำไรน้อยลง แล้วสิ่งที่ตามมาก็คือ การปลด  การลด  พนักงาน ลง  นี่เกิดจากสาเหตุอะไรครับ  ถ้าไม่มีงานขาย
                ในทางกลับกัน  ถ้าคนซื้อรถจักรยานยนต์ ยี่ห้อนี้ มากๆ หรือ ถ้ามีพนักงานขาย  สิ่งที่ตามมาก็คือ การจ้างงานมากขึ้น  ก็จะมีการขยายกิจการประเภทต่างๆ มากขึ้น มีการจ้างพนักงานฝ่ายต่างๆ มากขึ้น เช่น  ฝ่ายผลิต 
ฝ่ายบัญชี  ฝ่ายโรงงาน และ องค์กรก็จะเดินหน้าต่อไปได้
                ฉะนั้น  ถ้าไม่มีงานขาย  ก็ไม่มีธุรกิจ  ไม่มีหน่วยงาน ไม่มีองค์กร
                ในความเป็นจริงแล้ว พวกเราก็เป็นนักขายทุกคน  เราต่างเป็นพนักงานขาย  เราซื้อ  เราขาย  เราแลกเปลี่ยนสินค้า   บริการกัน  เช่น
                นักร้อง    ก็ต้องขายเสียงเพลง
                นักเขียน   ก็ต้องขายความคิด ขายจินตนาการ
                นักดนตรี  ก็ต้องขายเสียงเพลง และขายความสามารถในการเล่นดนตรี
                ลูกจ้าง  ก็ต้องขายแรงงาน
                ข้าราชการ ก็ต้องขายบริการให้ความสะดวกแก่ประชาชน
                ครู  อาจารย์  ก็ต้อง ขายความรู้  วิชาการ
                สรุป คือ เราทุกคน  ทุกอาชีพ ต่างก็เป็นนักขาย  แล้วทำไมเราต้องไปรังเกียจงานขายด้วย   อาจมีสาเหตุหนึ่ง  คือเราอาจยึดคำพังเพยโบราณมาว่า สิบพ่อค้าไม่เท่าพระยาเลี้ยง  แต่มายุคนี้อาจต้องเปลี่ยนคำพังเพยโบราณใหม่ครับว่า พ่อค้าคนเดียวเลี้ยงพระยาได้ตั้งสิบคน
                ดังนั้น  เราต้องมาปรับเปลี่ยน ทัศนคติของคนไทยเสียใหม่  โดยให้เห็นงานขายเป็นอาชีพหนึ่งที่มีความสำคัญและมีเกียรติของสังคมไทย

นักขายต้องมีฝัน

เป็นนักขายที่ดีต้องมีความฝัน
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
                ตอน ที่แล้วเราพูดถึงเรื่องเป้าหมายเปลี่ยนชีวิต ในตอนนี้กระผมอยากจะเขียนเพิ่มเติมเพราะเรื่องเกี่ยวกับความฝันหรือเรื่อง เป้าหมายเป็นเรื่องสำคัญมาก สำหรับผู้ที่ต้องการประสบความสำเร็จ
                คน ที่จะประสบความสำเร็จในการทำงานทุกๆคน ไม่เว้นแม้กระทั่งงานอาชีพนักขาย กระผมคิดว่า เขาจะต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนของตนเองก่อน ว่าตนเองต้องการอะไรในชีวิต อะไรที่ตนเองชอบที่สุด รักที่สุด พูดง่ายๆคือต้องมีความฝัน และความฝันนั้นต้องยิ่งใหญ่ ไม่ฝันเล็ก หากไม่มีการกำหนดเป้าหมาย ชีวิตของเราก็จะดำเนินไปตามยถากรรม
                ความ ฝันและเป้าหมายจะเป็นตัวกำหนดทิศทางในการทำงาน คนที่ประสบความสำเร็จในชีวิตเมื่อรู้ความฝันหรือเป้าหมายของตนแล้ว เขามักจะจดบันทึกเอาไว้ จดบันทึกเพื่อใช้ในการวางแผน เพราะการจดบันทึกจะทำให้มีพลังและเห็นภาพความฝันและเป้าหมายมากกว่าไม่จด บันทึก หากไม่จดบันทึกก็เหมือนกับการสร้างวิมานในอากาศสักวันก็มักจะลืม ดังนั้นคนที่มีความฝันและเป้าหมาย มักจะเขียนหรือจดบันทึก ความฝันและเป้าหมายตนเองบ่อยๆ เพื่อจะไม่ได้ลืม
อีก ทั้งทำให้มีใจจดจ่อกับเป้าหมายที่วางไว้ บุคคลที่ประสบความสำเร็จบางคนถึงขนาดเขียนเป้าหมายข้อความต่างๆ ติดผนังห้องนอนและที่ต่างๆ เพื่อเตือนใจถึงเป้าหมายที่ตั้งใจไว้ การกระทำลักษณะเช่นนี้เป็นการกระตุ้นให้จิตใต้สำนึกให้ทำงานได้ดียิ่งขึ้น
                ความ ฝันและเป้าหมายที่วางไว้ ไม่ควรจะมีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ เพราะคนที่ล้มเหลวมักจะมีการเปลี่ยนแปลงเป้าหมายบ่อยๆ ไม่นิ่ง สมมุติถ้าเราฝึกยิ่งธนูที่มีเป้าที่นิ่ง กับการฝึกยิ่งธนูที่มีเป้าที่เคลื่อนไหวตลอดเวลา พวกเราคงเดาออกว่า การฝึกยิ่งธนูเป้าที่นิ่งกับเป้าที่เคลื่อนไหวตลอดเวลาอะไรยิ่งได้ยากกว่า กัน
                ความ ฝันและเป้าหมายที่ดี ต้องสามารถปฏิบัติได้และเป็นไปได้ ไม่ใช่เป็นความเพ้อฝันเหมือนเด็กที่อยากจะเป็นซุปเปอร์แมน อยากเป็นซุปเปอร์ฮีโร่ต่างๆ แบบในหนัง  ฉะนั้นความ ฝันและเป้าหมายที่ดีจะต้อง สามารถเป็นไปได้และไม่ควรที่จะใหญ่เกินจนกระทั่งตนเองไม่สามารถทำได้ อย่างไรก็ตามบุคคลที่รู้จักตนเอง รู้ว่าตนเองต้องการอะไรตั้งแต่ในวัยเด็ก ย่อมได้เปรียบเพราะจะมีเวลาในการพัฒนาตนเองให้ไปถึงเป้าหมายได้มากกว่าคนที่ มีอายุมาก ดังเช่น ผู้ประสบความสำเร็จในชีวิตหลายคนที่อยู่ในแวดวงต่างๆ
                ไท เกอร์ วู้ดส์ เป็นตัวอย่างที่ดี เขาจับไม้กอล์ฟตั้งแต่อายุได้แค่สามขวบ ในวัยเด็กไม่มีเด็กคนใดในวัยเดียวกันกับเขาสนใจเล่นกอล์ฟเลย แต่กีฬากอล์ฟคือสิ่งที่เขาปรารถนา เขาเล่นกอล์ฟตั้งแต่อายุยังน้อย เขาจึงมีเวลาพัฒนาเรียนรู้ได้มากกว่าคนอื่นๆ ในที่สุดเขาถึงกับเป็นนักกีฬากอล์ฟระดับหนึ่งของโลก
                ความฝันและเป้าหมายที่ดี ต้องมีการกำหนดระยะเวลา ว่าจะเสร็จเมื่อไร เช่นจะต้องขายของให้ได้ หนึ่งล้านบาทภายใน 1 เดือน เพราะถ้าไม่มีการกำหนดเวลาที่วางไว้ ก็จะทำให้งานที่ทำไม่เสร็จตามเป้าหมายที่กำหนด  จะทำให้ความฝันและเป้าหมายที่วางไว้ สำเร็จช้ากว่าที่ควรจะเป็น
                ความ ฝันและเป้าหมายที่ดี จะต้องมีแผนระยะสั้น ระยะกลาง ระยะยาว หากแผนระยะสั้นมีปัญหาไม่สามารถทำแล้วเสร็จตามเวลาที่กำหนด แผนนั้นก็สามารถยืดหยุ่นได้ แต่เป้าหมายปลายทางจะต้องไม่มีการยืดหยุ่นเพราะจะต้องไปให้ถึงปลายทางของ ความฝันนั้น
                มีการวิจัยว่า บุคคลที่ล้มเหลวจำนวน 90-95  %ไม่มีเป้าหมายของชีวิต แต่บุคคลที่ประสบความสำเร็จจำนวน 5-10 % นั้นมีเป้าหมายของชีวิต อีกทั้งบุคคลที่ประสบความสำเร็จเหล่านี้ ยังได้ทำงานในสิ่งที่ตนรัก โทมัส เอดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก ถึงกับนอนในห้องทดลอง เขาทำการทดลองสิ่งต่างๆด้วยความสนุกสนานทุ่มเท จนลืมเวลาหลับเวลานอน
                ดัง นั้น ผู้ที่จะเป็นนักขายจะต้องสร้างความฝันหรือเป้าหมายของตนเองขึ้น อาจมีเป้าหมายเป็นยอดขาย เมื่อประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย นักขายที่ดีควรให้รางวัลแก่ตนเองบ้าง อาจจะเป็นสิ่งของต่างๆ ที่ตนเองต้องการ เช่น ถ้าขายให้ลูกค้ารายใหญ่ได้แล้วจะซื้อโทรศัพท์มือถือยี่ห้อนี้  หรือ ตั้งเป้าหมายว่าจะซื้อบ้าน ซื้อรถยนต์ หากยอดขายประสบความสำเร็จตามเป้าหมายที่ได้วางไว้
                                คนที่ไม่รู้ว่าตัวเองกำลังเดินไปไหน               เขาจะไม่มีวันไปถึงเป้าหมาย

ทัศนคติกับงานด้านการขาย

ทัศนคติดีก็ขายได้ ทัศนคติดีก็ได้ขาย
โดยดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
(ดร.โทนี่)
www.drsuthichai.com
พลา โต เคยกล่าวว่า วิธีที่จะประสบความสำเร็จในชีวิต คือ เราต้องรู้ว่า เราต้องการอะไรและให้แน่ใจว่า ทุกขณะที่เราก้าวไป เรากำลังเดินทาง ไปสู่ทิศทางนั้น
                มีคนกล่าวว่า  จุดสำคัญที่จะเป็นนักขายที่ดีได้ คือ ทัศนคติ  ถ้าเขามีทัศนคติที่ดี คือ คิดดีทุกสิ่งทุกอย่าง  มองโลกในด้านดี  เขาก็จะเป็นนักขายที่ประสบความสำเร็จ
                แต่ในทางกลับกัน  ถ้าเขามีทัศนคติในทางลบ เขาก็จะพ่ายแพ้ พบอุปสรรค ขาดความกล้าหาญ  ขาดความเชื่อมั่น ขาดความทะเยอทะยาน
                ดังนั้น นักขายที่ดีจะต้องสร้างทัศนคติ จินตนาการ หรือ วิธีมองโลกในด้านดี  ทำทุกอย่างในเรื่องที่ดีๆ แล้วสิ่งที่ดีๆ ก็จะตามมาเอง
                เช่น  การจะเข้าพบลูกค้า  ต้องคิดว่า เราจะเขาไปช่วยเหลือเขาโดยสินค้าของเรา  ถ้าเราขายประกัน เราก็ต้องนึกถึง  ลูก เมีย ของเขา ว่าถ้าเขาตายไป แล้ว ลูกเมียเขาจะอยู่ได้อย่างไร ลูกเมียเขาจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน  เมื่อเราคิดได้ดังนี้ เราก็จะมีกำลังใจในการที่จะเขาพบลูกค้า 
แต่ถ้าเราคิดอีกแบบหนึ่ง ว่า เขาคงไม่ซื้อมั่ง  มันคงไม่จำเป็นสำหรับเขา  เขาจะด่าเราไหม  เขากำลังยุ่งอยู่คงไม่มีเวลาให้เราหรอก เมื่อคิดดังนี้ กำลังใจของเราในการเข้าพบลูกค้าก็จะตกต่ำไปด้วย
          หรือถ้าเราขายเครื่องตัดไฟฟ้า เวลาเกิดไฟฟ้าช็อดหรือลัดวงจรมันก็จะตัดได้เอง  เราก็ต้องนึกถึง ว่าลูกค้ามีลูกเล็กๆ กำลังซน ถ้าวันไหน ลูกเขาเกิดไปเล่น ปลั๊กไฟฟ้า อาจถูกไฟฟ้าช็อดตายแน่  ถ้าเราคิดอย่างนี้ เราก็มีโอกาสขายสินค้าเราได้  แต่ถ้าเราคิดในทางกลับกัน ว่าเขาอาจจะยังไม่อยากซื้อ สินค้ามันแพงกว่าความต้องการ เราก็มีโอกาสในการขายสินค้าได้น้อยมากๆ 
                การคิดดีเข้าไว้จะทำให้หัวใจของเราพร้อมที่จะชนะ  แต่ถ้าเราคิดร้ายแม้เพียงนิดเดียวชัยชนะก็จะเปลี่ยนเป็นความแพ้ ในที่สุด
          ไอน์สไตน์  ก็เป็นคนหนึ่งที่เน้น เรื่องของจินตนาการและทัศนคติจึงได้คิดค้นอะไรใหม่ๆขึ้นมากมาย
                นักปราชญ์ชาวฝรั่งเศล เรเน่ เดสการตส์ ก็เช่นกัน ได้ให้ความสำคัญกับจินตนาการ จึงได้กล่าวคำว่า
 Je Pense , donc je suis ” ฉันคิด ดังนั้นฉันจึงเป็น
          เอ ดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก ได้ทำการทดลองหลอดไฟฟ้า นับพันครั้ง ผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วนกว่าจะประสบความสำเร็จ มีคนถามว่าถ้าท่านทดลองแล้วไม่ประสบความสำเร็จคือ ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ไม่ได้ท่านจะทำอย่างไร เอดิสันตอบว่า ฉันก็จะทดลองต่อไปฉันจะไม่มาเสียเวลาคุยกับคุณหรอก 
                ดัง นั้น เอดิสันมีทัศนคติที่ดี มีทัศนคติที่จะต้องประสบความสำเร็จ เมื่อเอดิสันคิดอย่างนี้ จึงเกิดหลอดไฟฟ้าขึ้น ทำให้โลกเรามีแสงสว่างเกิดขึ้นในเวลากลางคืน และเอดิสันยังกล่าวต่อไปว่า
จินตนาการสำคัญกว่าความรู้  ถ้าใครมีจินตนาการที่ดีก็ย่อมประสบความสำเร็จ
ดังนั้น นับแต่นี้เป็นต้นไปคุณสามารถเปลี่ยนอนาคตของคุณได้ โดยการเปลี่ยนความคิด ชีวิตของคุณก็จะเปลี่ยนแปลงเช่นกัน

ขายเก่ง...รวยก่อน....

ขายเก่ง....รวยก่อน.....
โดย...สุทธิชัย ปัญญโรจน์
www.drsuthichai.com
ไม่มีอาชีพใดในโลกที่จะดลบันดาลรายได้ให้มากเท่ากับงานด้านการขาย
มนุษย์ทุกคนที่เกิดมาในโลกนี้ มีความเกี่ยวข้องกับการขายหมดทุกคน มีประสบการณ์ในการขายทุกคน
เช่น
               ครู อาจารย์              ขาย...      ความรู้
                นักการเมือง            ขาย....     นโยบายของตนเองของพรรคการเมือง
              นักร้อง                    ขาย...      เสียง
             ดารา                        ขาย...      หน้าตา ความสามารถ
              นักเขียน                 ขาย....     ความคิด  เรื่องราว โดยผ่านตัวหนังสือ
                                นักขาย                    ขาย....    สินค้าและบริการ
                และอีกมากมาย ดังนั้น อาชีพนักขายจึงมีความสำคัญมาก ถ้าไม่มีนักขายหรือคนขาย จะเกิดอะไรขึ้น
ถ้า ประเทศนั้นๆ หรือประเทศไหน หากขาดซึ่งนักขาย ประเทศนั้นจะไม่มีความเจริญรุ่งเรือง เศรษฐกิจมีความเจริญเติบโตช้ากว่าประเทศที่มีนักขายมาก นักขายที่มีความสามารถมากกว่า
                ท่านผู้อ่านลองนึกดูซิว่า  ถ้า บริษัทรถยนต์แห่งหนึ่งหากไม่มีนักขายหรือพนักงานขาย จะทำให้ขายสินค้าไม่ได้มากเท่าที่ควร แล้วกระทบกับอะไร กระทบกับโรงงานต่างๆ ที่ส่งวัตถุดิบด้วย เช่น โรงงานทำยางรถยนต์ก็จะผลิตน้อยลง  โรงงานทำกระจกก็จะต้องผลิตน้อยลง   โรงงานทำเหล็กก็จะผลิตเหล็กลดน้อยลงตามยอดขายของรถยนต์ในบริษัทแห่งนั้น
                อาชีพการขายสร้างรายได้มากถึงขั้นร่ำรวยเลยหรือ  ครับ อาชีพการขายสามารถสร้างรายได้ให้กับนักขายคนนั้นๆ ถึงขั้นเป็นเศรษฐีเลยทีเดียวครับ ยกตัวอย่างสินค้าหรือบริการ เราจะเห็นได้ชัดเจนขึ้น เช่น นักขายประกันชีวิตที่ประสบความสำเร็จหรือขายเก่ง  มีรายได้มากกว่าคนที่รับประทานเงินเดือนจำนวนมาก  หลายเท่าตัว นักขายในระบบตลาดเครือข่ายหลายแห่งที่ขายเก่ง  มีรถยนต์ มีบ้าน ได้ไปท่องเที่ยว ได้ไปบรรยายในสถานที่ต่างๆก็เพราะการเป็นนักขายที่เก่งและประสบความสำเร็จนั้นเอง
                เพราะ อาชีพการขาย สามารถแลกเปลี่ยนสินค้า โดยการขาย ออกมาเป็นเงินหรือค่านายหน้า ได้ทันทีไม่ต้องรอเหมือนเงินเดือนที่เดือนหนึ่งได้ครั้งหนึ่ง  ฉะนั้น อาชีพนี้สามารถทำเงินได้ไม่จำกัด  จำนวนมากเท่ากับความสามารถในการขายของนักขายคนนั้นจะทำได้  ยิ่งขายเก่ง ยิ่งรวยมาก แต่ถ้าขายไม่ค่อยเก่ง  ก็รวยน้อยหน่อย
                แต่การเป็นนักขายที่เก่งนั้นไม่ใช่เรื่องง่าย  แต่ก็ไม่ยากจนเกินไปสำหรับคนที่พร้อมจะเรียนรู้  ฝึกฝน
มีความมานะอดทน  ไม่ยอมแพ้ก่อนเวลาอันควร(คือประสบความสำเร็จ) เพราะอาชีพการขายส่วนใหญ่มักจะมี
ผู้ซื้อ  ซื้อและปฏิเสธ เสมอ  ยิ่งถ้าเราไปพบลูกค้ามากเท่าไร  เราก็ยิ่งถูกปฏิเสธมากขึ้นและได้รับการตอบรับในการซื้อของลูกค้ามากเช่นกัน   เช่น  นักขายประกันบางคนเคยทำสถิติว่า ถ้าไปพบบลูกค้า 10  คนจะมีคนซื้อสินค้าคือประกันชีวิต เพียงแค่      3   คน  ดังนั้น ถ้าอยากมีลูกค้าซื้อประกันชีวิต  30  คน  นักขายคนนั้นจะต้องไปพบลูกค้าถึง 100 คนเลยทีเดียว ขณะเดียวกันหากต้องการได้ลูกค้า 300 คน นักขายคนนั้นจะต้องไปพบลูกค้าที่จะซื้อประกันชีวิตถึง 1,000 คน 
                ฉะนั้น เมื่อมีลูกค้าปฏิเสธมากเท่าไร  ก็ จะมีลูกค้าซื้อสินค้ามากขึ้นในสัดส่วนที่มากขึ้นเท่านั้นขอเพียงแต่อย่าหยุด หรือหมดกำลังใจไปเสียก่อนก็แล้วกันครับ หากหมดกำลังขอให้คิดถึงคนที่ประสบความสำเร็จไม่ว่าด้านไหนๆ ก็ต้องเคยผ่านความล้มเหลวมากมาย แต่คนที่ประสบความสำเร็จมักจะก้าวต่อไป เดินหน้าต่อไป จนพบกับความสำเร็จในที่สุด เช่น เรื่องราวของ  เอ ดิสัน นักประดิษฐ์เอกของโลก ได้ทำการทดลองหลอดไฟฟ้า นับพันครั้ง ผ่านการล้มเหลวมานับไม่ถ้วนกว่าจะประสบความสำเร็จ มีคนถามว่าถ้าท่านทดลองแล้วไม่ประสบความสำเร็จคือ ประดิษฐ์หลอดไฟฟ้า ไม่ได้ท่านจะทำอย่างไร เอดิสันตอบว่า ฉันก็จะทดลองต่อไปฉันจะไม่มาเสียเวลาคุยกับคุณหรอก 
                ท่านผู้อ่านครับ  หากว่าท่านกำลังตกงาน   ว่าง งาน หรือคนที่มีงานทำอยู่แล้ว ท่านสามารถหารายได้เสริมจากงานขายได้ครับ เพราะงานขาย สามารถสร้างความร่ำรวยได้อย่างแน่นอน หากว่า ท่านขายเก่ง...ท่านสามารถ ร่ำรวยกว่า....คนที่ขายไม่เก่งแน่นอนครับ