วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก


ความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมากมักมีความคิดทางการตลาดที่คล้ายๆกันหลายๆอย่าง ซึ่งหากเรามีโอกาสที่เข้าไปศึกษาถึงชีวิตและแนวความคิดของบุคคลเหล่านี้ เราก็จะได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล กระผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จและต้องการรู้ จึงได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาและอ่านประวัติของมหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก ซึ่งพอที่จะสรุปแนวความคิดที่เกี่ยวกับการตลาดได้ดังนี้

                ยิ่งให้ยิ่งรวย  มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก มักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ พวกเขามักจะมีความสุขจากการให้มากกว่าการรับ และเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง มหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ชอบที่จะบริจาคเงินที่ตนเองหามาได้เป็นจำนวนมากๆแก่สาธารณกุศล แต่ยิ่งให้แทนที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะหมดไป พวกเขาเหล่านั้น กลับได้ทรัพย์สินเงินทองคืนมาจากแหล่งอื่นๆ รวมทั้งทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก

                -  บิลล์ เกตส์ อดีตมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตรสาร “ ฟอร์บส์” เมื่อหลายปีก่อน เขาคือผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เมื่อเขาร่ำรวยที่สุดในโลกแล้ว เขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิ บิลล์ เกตส์กับภรรยาของเขา โดยเขาได้บริจาคเงิน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังบริจาคเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่ทุกข์ทรมานจากเอดส์ อีกทั้งยังได้บริจาคเงิน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่กองทุนเพื่อช่วยต่อสู้กับโรคต่างๆ การบริจาคเงินและให้การช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก อีกทั้งเป็นแบบอย่างให้มหาเศรษฐีคนอื่นๆได้ทำตามเขา เช่น

-   วอร์เรน บัฟเฟอตต์ ได้บริจาคเงินก้อนใหญ่เข้ากองทุนของเขา จึงทำให้กองทุนของบิลล์ เกตส์และภรรยา เป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย

-   คาร์ลอส สลิม มหาเศรษฐีที่เคยติดอันดับที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้บริจาคเงินให้กับ บิลล์ เกตส์ 50 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้ากองทุนโดยเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปช่วยเหลือคนยากจนในละตินอเมริกา

                -   เฉินหลง ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ตัดสินใจเข้าโครงการ “ กีฟวิ่ง เพลดจ์” ของ บิลล์ เกตส์ ซึ่งโครงการนี้จะต้องมอบเงินมากกว่าครึ่งให้กับสาธารณกุศลต่างๆหลังจากที่ตนเองเสียชีวิต  

                มหาเศรษฐีชาวไทยก็มีหลายคนที่มีแนวความคิดนี้ เช่น  คุณตัน ภาสกรนที  , คุณบุญชัย เบญจรงคกุล , คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ,คุณทองมา วิจิตรพงศ์พันธุ์ และ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ บุคคลเหล่านี้ ได้บริจาคเงินช่วยเหลือการกุศล บางคนก็ได้ตั้งมูลนิธีของตนเองขึ้นมาเพื่อ ให้การช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ

                ถามว่าทำไมมหาเศรษฐีเหล่านี้ถึงได้ ให้ สิ่งต่างๆ กับบุคคลเป็นจำนวนมากซึ่งการให้นี้ ยังรวมไปถึง การให้เงิน การให้งาน การให้การเป็นแบบอย่างของชีวิต เพราะการให้ทำให้มหาเศรษฐีเหล่านี้มีความสุขอย่างแท้จริง การให้ยังทำให้เขาได้รับสิ่งต่างๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่นได้เพื่อน ได้การยอมรับ ได้รับชื่อเสียง ได้รับการช่วยเหลือและได้รับความร่ำรวย

                หากว่าเราโยงเรื่องของการให้ การบริจาค กับเรื่องทางการตลาด การให้ ของมหาเศรษฐีโลก ก็คงไม่แตกต่างกับที่ บริษัทต่างๆทำ CSR หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) หมายถึง ความรับผิดชอบต่อสังคม การช่วยเหลือสังคม ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการบริหารงานที่ดี เพราะหากว่าลูกค้าหรือประชาชนทั่วโลกได้เห็นคุณงามความดีของมหาเศรษฐีที่ได้ทำไป ประชาชนทั่วโลกก็จะซื้อสินค้าและอุดหนุนสินค้าหรือบริการด้วยความพอใจ อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม สินค้าต่างๆของมหาเศรษฐีอีกด้วย จึงเท่ากับว่าสิ่งที่มหาเศรษฐีได้ให้ไป ก็ได้ส่งผลมาเป็นการซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง

-                   เฉิงหลง ได้บริจาคและได้ช่วยเหลือคนเป็นจำนวนมากทั่วโลก เมื่อเฉิงหลง ได้สร้างภาพยนตร์

เรื่องใหม่  คนทั่วโลกก็อยากที่จะอุดหนุนและอยากที่จะไปดูการแสดงของเขาเพิ่มขึ้น การบริจาคจึงทำให้เกิดแฟนคลับที่มากขึ้นหรือทำให้เกิดแฟนคลับที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง

-                   คุณธนินท์ เจียรวนนท์ เจ้าของและผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวย

ที่สุดในประเทศไทยและเป็นมหาเศรษฐีโลก จากการจัดอันดับของ “ฟอร์บส์” เขาก็ได้มีแนวความคิดเรื่องการให้ เขาได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลมากมายเช่น การมอบทุนการศึกษา การสร้างวัด มอบเงินช่วยเหลือบุคคลเป็นจำนวนมากทั้งมอบด้วยตนเองหรือมอบผ่านบริษัทของเขา

-                   คุณตัน ภาสกรนที ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ให้การช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ เขาโด่งดังอย่าง

มากจากแบรนด์ “ ตัน โออิชิ” ปัจจุบันเขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไม่ตัน จำกัด ซึ่งผลิตชาเขียวตราอิชิตัน จากการช่วยเหลือสังคมอย่างมากมาย เขาจึงได้ตัดสินใจก่อตั้ง มูลนิธิ “ ตันปัน” เพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษา สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง

                                การช่วยเหลือบุคคลเป็นจำนวนมาก ทำให้ประชาชนที่ได้ทราบหรือได้เห็น จึงอยากที่จะช่วยเหลือเขา ยิ่งปลายปี 54 โรงงานผลิตชาเขียว “ อิชิตัน” ที่ลงทุนถึง 3,000 ล้านบาท ต้องจมน้ำเนื่องจากน้ำท่วม ก็ยิ่งทำให้คนอยากที่จะช่วยเหลือเขา โดยผ่านทางการซื้อสินค้าของเขา

                                ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า แนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ จึงเป็นแนวความคิดทางการตลาดอย่างหนึ่งในการทำ CSR ให้แก่ตัวเองและบริษัทของตัวเอง อีกทั้งแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ ยังได้สร้างแบรนด์ส่วนตัวของทั้งตัวเองและแบรนด์ของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

                                สำหรับแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจได้อีกด้วย ดังเช่น 7-11 เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา เริ่มแรกเปิดให้บริการ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม ซึ่งตอนแรกๆได้ขายแต่น้ำแข็ง แต่เจ้าของ 7-11 มีหัวใจของการให้คืออยากที่จะให้บริการสินค้าที่มากกว่านี้แก่ลูกค้าจึงได้เพิ่มสินค้าเข้าไปอีกมากมาย เช่น ขนม ยาสีฟัน ปากกา สบู่ แชมพู ฯลฯ ต่อมาด้วยความต้องการอยากที่จะให้บริการที่มากกว่านี้ เจ้าของจึงได้มีการเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นจากการเปิดร้านวันละ 16 ชั่วโมงเป็น 24 ชั่วโมง ภายหลังเจ้าของ 7-11 อยากที่จะให้บริการแก่ชาวอเมริกาเพิ่มขึ้น จึงได้ขยายสาขาไปทั่วอเมริกา ภายหลังเจ้าของ 7-11 ต้องการอยากให้ร้าน 7-11 ได้ให้บริการแก่คนทั่วโลก จึงได้ทำการขายแฟรส์ไชส์แก่ผู้ที่ต้องการเปิดร้าน 7-11 เกือบทุกประเทศ เพื่อให้ร้าน 7-11 ได้ให้บริการแก่คนทั่วโลก

                                ฉะนั้น หากว่าท่านต้องการที่จะประสบความสำเร็จทางด้านการตลาดเหมือนดังมหาเศรษฐีหลายๆคน การทำการตลาดจากแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ จะเป็นแนวความคิดหนึ่งที่ส่งเสริมให้การทำการตลาดของท่านประสบความสำเร็จและสร้างความร่ำรวยให้กับท่านได้มากขึ้น

 

วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557

ชนะคู่แข่งด้วย SERVICE


ชนะคู่แข่งด้วย SERVICE

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                ยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งการแข่งขัน การบริการหรือ SERVICE จึงมีความสำคัญ ซึ่งหากว่าหน่วยงานใด องค์กรใด บริษัทใด ใช้หลัก SERVICE นี้ กระผมเชื่อว่า ท่านสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ยังแน่นอน

                S  =  SERVICE MIND  หัวใจที่อยากจะบริการ  การที่จะทำงานบริการให้ได้ดี คนๆนั้น จำเป็นจะต้องมีหัวใจ ที่อยากจะบริการเสียก่อน ฉะนั้น งานบุคคลของแต่ละองค์กร ควรที่จะคัดเลือกคนที่มีหัวใจที่อยากจะทำงานบริการมาเป็นบุคลากรขององค์กร แล้วทำการอบรม พัฒนา ในเรื่องลักษณะงานด้านบริการขององค์กร ก็จะทำให้เขาทำงานอย่างมีความสุข อีกทั้งองค์กรก็จะได้ประโยชน์จากความรักในงานบริการของบุคลากรที่ผู้นั้นได้ทำงานอีกด้วย

                E = EXCEED CUSTOMER EXPECTATION  ทำให้เกินความคาดหวังของลูกค้า ในงานบริการลูกค้ามีความคาดหวังว่าจะได้รับบริการจากองค์กรของเราเป็นอย่างดี แต่ถ้าองค์กร ของเราสามารถบริการในลักษณะที่เกินคาด ก็จะสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าและผู้ใช้บริการ แล้วเขาก็อยากที่จะใช้ซ้ำและบอกต่อหรือแนะนำให้เพื่อนๆมาลองใช้บริการขององค์กรเรา

                R = REPROCESS ปรับกระบวนการ   โลกยุคใหม่ต้องการความรวดเร็ว สั้น กระชับ ดังนั้น หากองค์กรใด มีการปรับสายงาน ปรับกระบวนการ ทำงานให้เกิดความรวดเร็ว ทันใจ กับผู้ใช้บริการ ก็จะทำให้ ผู้ใช้บริการอยากที่จะใช้บริการอีก

                V = VISION  มีวิสัยทัศน์   หากว่าองค์กรใด ให้ความสำคัญกับการบริการ องค์กรนั้น มักจะเขียนหรือสร้างวิสัยทัศน์ โดยมีการระบุงานด้านการบริการเข้าไปในวิสัยทัศน์ขององค์กร

                I = INFORMATION ข้อมูล  ในโลกยุคนี้และโลกยุคใหม่ ข้อมูลมีความสำคัญมาก องค์กรใด ที่มีความสามารถ ในการส่งมอบข้อมูลไปให้กับผู้ใช้บริการ องค์กรใดที่มีความสามารถในการบริหารข้อมูลของผู้ใช้บริการ(ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์ การซื้อสินค้า ความต้องการของลูกค้า) องค์กรนั้นก็จะมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน

                C  =  CUSTOMER  ลูกค้า  องค์กรใดที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า(รู้ความต้องการของลูกค้า สนองความต้องการของลูกค้า) องค์กรนั้น ก็จะเจริญเติบโต ก้าวหน้า ขยายตัว อย่างไม่หยุดยั้ง

                E = EFFECTIVE  ประสิทธิภาพ องค์กรใดที่เสริมสร้างประสิทธิภาพให้แก่ องค์กร ให้แก่พนักงาน ให้แก่สินค้า ให้แก่งานบริการ องค์กรนั้น ก็จะชนะคู่แข่งและอยู่เหนือคู่แข่งได้

                ฉะนั้น หากว่าตัวท่านหรือองค์กรของท่าน อยากที่จะมีชัยชนะเหนือคู่แข่งขัน หรือ อยากที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขอให้ท่านจงได้ยึดและนำหลักการ SERVICE  ไปใช้ ท่านก็จะประสบความสำเร็จในงานด้านบริการและสร้างผลกำไรให้แก่องค์กรของท่าน

วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557

การประชาสัมพันธ์ทางการตลาด


การประชาสัมพันธ์ทางการตลาด

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                การประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานธุรกิจมีความสำคัญมาก หน่วยงานธุรกิจบางแห่งให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์มากกว่าการโฆษณาด้วยซ้ำไป

                นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เริ่มทำงาน เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายขายของบริษัทโตโยต้า มอเตอร์ส์ ประเทศไทย จำกัด ต่อมาได้ย้ายไปอยู่แผนกประชาสัมพันธ์ จนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ช่วยกกรรมการผู้จัดการใหญ่ ซึ่งนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ มีความสามารถโดดเด่น เป็นพนักงานจำนวนน้อยมากๆ ที่สามารถข้ามขั้น ข้ามตำแหน่ง ซึ่งบริษัทโตโยต้า(บริหารงานแบบญี่ปุ่น) มักให้ความสำคัญกับระบบเรียงลำดับความอาวุโส ถึงแม้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ จะจบนิติศาสตร์บัณฑิต ก็ตาม ฉะนั้น หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเก่งทางด้านการตลาด เก่งทางด้านประชาสัมพันธ์ ท่านจะเรียนจบสาขาอะไรก็ได้ ท่านก็สามารถเป็นนักประชาสัมพันธ์ นักการตลาดที่เก่งได้ ขอเพียงแต่ท่าน ศึกษา เรียนรู้และหาประสบการณ์จากมัน ดังคำพูดของนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ได้กล่าวไว้ “ตอนอยู่การตลาด 10 ปี ผมอ่านหนังสือเยอะมาก แม้จะไม่ได้เรียนการตลาดแต่กลับกลายเป็นว่าผมรู้เรื่องการตลาดมาก กว่าปกติ 

ด้วยเป็นนักประชาสัมพันธ์ นักการตลาด จึงทำให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ได้รับตำแหน่งต่างๆ เช่น ผอ.อสมท. , อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร , อดีตรองนายกรัฐมนตรี , อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม , อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ด้วยการเป็นนักประชาสัมพันธ์ เขาจึงใช้หลักการประชาสัมพันธ์ ในการช่วยปั้นดารา เช่น วิลลี่ แมคอินทอช , ทัช ณ ตะกั่วทุ่ง ,วรุฒ วรธรรม, จอห์นนี่ แอน โฟเน่ เป็นต้น จนเขาได้รับฉายา “ Image maker” สำหรับการทำการตลาดของบุคคลเขาให้แง่คิดดังนี้

"ในเมื่อผมขายรถยนต์ได้ตั้งเยอะแล้ว ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะมาขายคน เพราะไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ สบู่ ยาสีฟัน หรือคน ก็มีวิธีคิดของการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่แตกต่างกัน เป็นงานอดิเรกที่ทำเงินให้ผมมาก ดารารู้จักเกือบทุกคน ผมเคยนั่งดูโทรทัศน์ กดรีโมตไปดาราที่ผมปั้นขึ้นมา เล่นชนกันเกือบทุกช่อง"

ฉะนั้น การประชาสัมพันธ์ จึงมีความสำคัญกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาคเอกชน ไม่เว้นแม้กระทั่ง หน่วยงานรัฐบาล

ทำไมหน่วยงาน องค์กร รัฐบาลถึงต้องทำการประชาสัมพันธ์ คำตอบก็คือ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการหรือลูกค้า ได้ทราบถึงการให้บริการและงานที่ทำ

สำหรับผู้นำประเทศก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำการประชาสัมพันธ์เช่นกัน ดังคำพูดของ                 ประธานาธิบดี ทรูแมน(Harry S.Truman) ได้กล่าวไว้ว่า “ ท่านคงเคยได้ยินประชาชนพากันกล่าวขวัญถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดีในฐานะที่เป็นผู้ปกครองประเทศ แต่อำนาจของประธานาธิบดี ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ด้วย เพราะประธานาธิบดีก็ต้องฟังเสียงประชาชน และต้องรู้จักวิธีเข้ากับประชาชนให้ได้”

ประธานาธิบดี จอห์นสัน กล่าวว่า “  กระผมทราบดีว่า ปัญหายิ่งใหญ่ที่สุดของเรา ก็คือ การติดต่อสื่อสาร ถ้าเราสามารถสื่อสารถึงประชาชนได้แล้ว ประชาชนก็จะเข้าใจดีถึงปัญหาต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญร่วมกันอยู่”

                เหตุผลที่นักการตลาดจำเป็นจะต้องใช้การประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วย มีเหตุผลดังนี้

                1.ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสูงขึ้นทุกขณะ ส่วนการประชาสัมพันธ์ใช้งบประมาณที่น้อยกว่า แต่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า

                2.สื่อต่างๆ มีความทันสมัย และมีจำนวนมาก ทำให้สื่อหลักๆในอดีต เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ มีอานุภาพลดน้อยลง ส่วนสื่อสมัยใหม่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ บล็อก ยูทูบ ฯลฯ มีอานุภาพ มีพลังที่มากขึ้น

                3.พฤติกรรม ทัศนคติ ของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำประชาสัมพันธ์ เป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นและทำได้รวดเร็วกว่า

                ทั้งนี้ นักการตลาดจะต้องนำแผนการตลาดและแผนการประชาสัมพันธ์ให้มีความสอดคล้องและไปในแนวทางเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นแผนระยะสั้น แผนระยะกลางและแผนระยะยาว

                สำหรับนักการตลาด ที่สามารถนำการประชาสัมพันธ์ไปใช้อย่างได้ผล มักมีคุณสมบัติดังนี้

1.มักจะเป็นนักคิดที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดนอกกรอบ คิดอะไรใหม่ๆ

2.เป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ มีความรอบรู้

3.เป็นนักสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมของประเทศและสังคมโลก ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง

4.เป็นนักวิเคราะห์  และรับรู้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี

5.เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส สะอาด เรียบร้อย สุภาพ อ่อนโยน

6.เป็นผู้ที่มีจริยธรรม คุณธรรม ซื่อสัตย์ อดทน

7.ข้อนี้สำคัญที่สุด คือ เป็นผู้รักงานด้านการประชาสัมพันธ์และรักงานทางด้านการตลาด

                หากว่าท่านมีคุณสมบัติข้างต้น กระผมเชื่อแน่ว่าท่านจะเป็นนักการตลาดที่สามารถนำเอาการประชาสัมพันธ์มาประยุกต์ใช้ได้อย่างดีเยี่ยม

               

               

วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

สื่อการตลาด


สื่อการตลาด

โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์

อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก


                ในการทำการตลาด สื่อมีความสำคัญและมีความจำเป็นเป็นอันมาก เพราะสื่อสามารถทำให้ลูกค้าหรือผู้บริโภค รับรู้ถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหว ความก้าวหน้า ของบริษัท ของผลิตภัณฑ์ ของตนเองดังนั้น นักการตลาดที่ต้องการที่จะประสบความสำเร็จจะต้องให้ความสำคัญกับการใช้สื่อเป็นอย่างยิ่ง

                สื่อในยุคปัจจุบัน มีหลากหลาย มีความทันสมัย มีความรวดเร็ว อีกทั้งยังมีราคา มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงกว่าอดีตเป็นอย่างยิ่ง เหตุเพราะยุคปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง มนุษย์เราสามารถคิดค้นสื่อใหม่ๆ ที่มีคุณภาพทั้งเสียงและภาพดีขึ้นมาเรื่อยๆ

                อีกทั้งสื่อก็มีลักษณะที่ผสมผสานกัน เช่น เราสามารถดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ เล่นอินเตอร์เน็ต ดูภาพยนตร์ ดูหนังสือพิมพ์ โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ และ เราสามารถใช้สื่อที่เราผลิตขึ้นมากระจายไปยังสื่อต่างๆได้อีกมากมาย เช่น เราทำรายการวิทยุ เราก็สามารถถ่ายทอดผ่านจานดาวเทียม ผ่านอินเตอร์เน็ต ผ่านไปยังสถานีวิทยุต่างๆทั่วประเทศโดยมีการเชื่อมโยงกันผ่านระบบเครือข่าย ฉะนั้นเราจึงควรที่จะเรียนรู้สื่อให้มากขึ้น สำหรับสื่อการตลาดมีดังนี้

                1.โทรศัพท์มือถือสื่ออำนาจใหม่ โทรศัทพ์มือถือถือว่าเป็นสื่อที่กำลังมาแรงเป็นอย่างยิ่ง เพราะโทรศัทพ์มือถือสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง อีกทั้งยังสามารถพกพาไปไหนได้สะดวก มีความเล็กกะทัดรัด และราคาก็ไม่สูงมากนัก โทรศัทพ์มือถือสามารถรับและส่งข้อมูลได้หลายวิธี เช่น การรับและส่ง SMS  การใช้ไลน์ การใช้ Facebook การชำระเงินผ่านมือถือ การใช้มือถือนำทางโดยผ่านโปรแกรมต่างๆ ฯลฯ

                2.สื่อออนไลน์ สนามรบใหม่ การสร้างเว็บไซค์ การสร้างข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ถือว่าจำเป็นจะต้องมีถ้าเราต้องการที่จะเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันทางด้านการตลาด ซึ่งสื่อออนไลน์มีลักษณะที่พิเศษหลายอย่าง เช่น ราคาถูก สามารถปกปิดตัวตนของตนเองได้ เป็นการเพิ่มช่องทาง เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า อีกทั้งยังมีความรวดเร็วอีกด้วย หากเกิดอะไรขึ้นเราสามารถรับรู้ได้เพียงเสี้ยววินาที เพราะถ้ารอหนังสือพิมพ์ กับ ข่าวโทรศัพท์ก็ต้องใช้เวลาที่นานกว่า

                3.ฟุตบอลเป็นสื่อ ในยุคนี้ เราจะเห็นได้ว่ามีบริษัทใหญ่ๆของประเทศไทยเราหลายบริษัทที่เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนกีฬาฟุตบอลในสโมสรอังกฤษ ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ช้าง เบียร์สิงห์ เพราะกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกนิยมดูโดยเฉพาะฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลของประเทศอังกฤษ

                4.สื่อทางด้านวัฒนธรรม เมื่อโลกมีควมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น เราก็จะเห็นสินค้าทั่วโลกมีลักษณะที่คล้ายกัน อีกทั้งรสนิยมของผู้บริโภคเริ่มมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น คนทั่วโลกเริ่มมีการใส่เสื้อสูทมากขึ้น เริ่มมีการบริโภคที่คล้ายคลึงกัน เราเริ่มมีการรับประทานอาหารประเภทสะดวกซื้อสะดวกทานกันมากขึ้น เช่น แฮมเบอร์เกอร์ กาแฟสด โดนัส

                5.สื่อตราสินค้า การสร้างตราสินค้าไม่ว่าจะเป็นชื่อ สัญลักษณ์ สี เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและจะต้องนำไปจดลิขสิทธิ์ เพราะหากไม่จด เมื่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ อื่นๆเลียนแบบหรือมีการจดก่อน เราก็จะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ ทั้งๆที่เราได้สร้างตราเหล่านั้นขึ้นมาก่อน เพราะการใช้สื่อตราสินค้าจะทำให้มีลูกค้าประจำและมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น เป็นการเพิ่มยอดขายอีกด้วย

                6.สื่อหนังสือพิมพ์ ถึงแม้ปัจจุบันสื่อสมัยใหม่จะมีเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ แต่หนังสือพิมพ์ก็ยังคงเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอยู่ดี เนื่องมาจากว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงสื่อใหม่ๆ เพราะมีราคาที่แพงกว่า มีความยุ่งยากในการใช้กว่า อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเช่นหากไม่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็ไม่สามารถดูได้ หนังสือพิมพ์จึงเป็นที่นิยมของประชาชนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง

                7.สื่อวิทยุ สำหรับประเทศไทยเรา ยังคงเป็นที่นิยมในสังคมชนบท โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน ที่ชอบพกวิทยุไปฟังเพลง ฟังข่าวสารข้อมูลในขณะทำงาน ยิ่งในยุคปัจจุบันมีวิทยุชุมชน วิทยุผ่านดาวเทียม ยิ่งเป็นการเพิ่มช่องทางให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น

                8.สื่อโทรทัศน์ มีทั้งภาพและเสียง ซึ่งแตกต่างกับวิทยุที่รับฟังแต่เสียง การโฆษณาผ่านโทรทัศน์จึงสามารถโน้มน้าวใจได้ดีกว่า เพราะสามารถเห็นภาพ เห็นตัวอย่างของสินค้า แต่สื่อโทรทัศน์อาจมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า ตัวเครื่องรับโทรทัศน์ก็แพงกว่าเครื่องรับวิทยุ

                9.สื่อภาพยนตร์ หรือ เรียกเป็นภาษาพูดว่า “หนัง” เป็นสื่อที่สร้างความบันเทิง และสามารถนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อได้เป็นอย่างดี อีกทั้งสื่อภาพยนตร์ในยุคปัจจุบัน เราไม่มีความจำเป็นจะต้องไปดูที่โรงภาพยนตร์เหมือนในอดีต แต่เราสามารถชมภาพยนตร์ ในบ้าน ในรถยนต์ ในที่สาธารณะได้อย่างง่ายดายโดยผ่าน “หนังแผ่น”  ผ่านทางโทรศัพท์ ผ่านทางโทรทัศน์

                10.สื่อเคลื่อนที่ เป็นสื่อทางการตลาดที่สามารถเคลื่อนไหวได้ เคลื่อนย้ายได้ เช่น ป้ายโฆษณาที่ติดตามรถยนต์ ติดตามเครื่องบิน ติดตามรถไฟฟ้าบนดินหรือใต้ดิน ติดตามรถเข็น

                11.สื่อที่วางไว้ ณ จุดขาย เช่น สติกเกอร์ ป้ายโฆษณา ใบปลิว ต่างๆที่ติดไว้อยู่ชั้นวางสินค้า หรือภายในร้านหนังสือก็จะมีการโฆษณาหนังสือติดตามหน้าร้าน

                12.สื่อปากต่อปาก เป็นสื่อบุคคลที่มีคุณภาพและอนุภาพมาก เป็นเครือข่ายที่ยากจะมองเห็นและเป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล เพราะคำพูดที่พูดออกไปทำให้เกิดการซื้อสินค้าและบริการ ในขณะเดียวกันคำพูดที่พูดออกไปทำให้เกิดการทำลายภาพพจน์ความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการเช่นกัน

                13.สื่อเน็ตเวิร์ก เป็นการใช้สื่อแบบเครือข่ายหลายชั้น ทำให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารข้อมูลทางการตลาดได้อย่างดี เช่นเดียวกับธุรกิจเครือข่าย MLM ของบริษัทต่างๆ การสื่อสารทางการตลาดแบบเน็ตเวิร์กจึงทำให้เกิดการแพร่กระจายสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว

                14.สื่อคนดัง การใช้คนดังเป็นสื่อในการขายสินค้าและบริการ ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน อีกทั้งในยุคปัจจุบัน คนที่เป็นเจ้าของสินค้าและบริการถึงกับลงมาเล่นหรือออกมาสื่อสารขายสินค้าและบริการด้วยตนเอง ทำให้เกิดการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลกับการสร้างแบรนด์ของสินค้าและบริการไปพร้อมๆกัน

                ฉะนั้นการใช้สื่อการตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ ความจริงยังมีอีกหลายๆสื่อการตลาดที่กระผมยังไม่ได้กล่าวถึง แต่นักการตลาดจะประสบความสำเร็จในการใช้สื่อการตลาดหรือไม่ คงต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น หากสินค้ามีความเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน อีกทั้งการใช้สื่อการตลาดก็ไม่มีความแตกต่างกัน ก็คงประสบความสำเร็จได้ยากกว่า คู่แข่งที่มีการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ อีกทั้งยังมีความสามารถในการใช้สื่อการตลาดที่มีความแตกต่างโดดเด่น เหมาะสมกับสถานการณ์

สิ่งที่สำคัญสำหรับนักการตลาด หากต้องการใช้สื่อการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ควรสร้างแตกต่าง อีกทั้งต้องอาศัยความคิดที่สร้างสรรค์  จังหวะในการออกสินค้าและบริการ จังหวะในการออกสื่อแต่ละตัวก็มีความสำคัญบางครั้งออกโฆษณาไปก่อน ในขณะที่ยังไม่มีตัวสินค้าขายตามร้าน ก็ทำให้สูญเสียเวลาและค่าใช้จ่าย สื่อทางการตลาดต้องมีความเหมาะสมกับตัวของสินค้าและบริการจึงจะประสบความสำเร็จ