การขาย กับ ดร.โทนี่
วันอาทิตย์ที่ 6 ธันวาคม พ.ศ. 2558
วันจันทร์ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก
ความคิดทางการตลาด ยิ่งให้ยิ่งได้ ของมหาเศรษฐีโลก
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมากมักมีความคิดทางการตลาดที่คล้ายๆกันหลายๆอย่าง
ซึ่งหากเรามีโอกาสที่เข้าไปศึกษาถึงชีวิตและแนวความคิดของบุคคลเหล่านี้
เราก็จะได้ประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล
กระผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องการประสบความสำเร็จและต้องการรู้
จึงได้มีโอกาสเข้าไปศึกษาและอ่านประวัติของมหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก
ซึ่งพอที่จะสรุปแนวความคิดที่เกี่ยวกับการตลาดได้ดังนี้
ยิ่งให้ยิ่งรวย มหาเศรษฐีโลกเป็นจำนวนมาก
มักเป็นผู้ให้มากกว่าเป็นผู้รับ พวกเขามักจะมีความสุขจากการให้มากกว่าการรับ และเป็นสิ่งที่แปลกประหลาดอย่างหนึ่ง
มหาเศรษฐีโลกเหล่านี้ชอบที่จะบริจาคเงินที่ตนเองหามาได้เป็นจำนวนมากๆแก่สาธารณกุศล
แต่ยิ่งให้แทนที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะหมดไป พวกเขาเหล่านั้น
กลับได้ทรัพย์สินเงินทองคืนมาจากแหล่งอื่นๆ
รวมทั้งทำให้พวกเขาเป็นที่รู้จักไปทั่วโลก
- บิลล์ เกตส์
อดีตมหาเศรษฐีที่ร่ำรวยที่สุดในโลก จากการจัดอันดับของนิตรสาร “ ฟอร์บส์”
เมื่อหลายปีก่อน เขาคือผู้ก่อตั้งไมโครซอฟท์ เมื่อเขาร่ำรวยที่สุดในโลกแล้ว
เขาก็ได้ก่อตั้งมูลนิธิ บิลล์ เกตส์กับภรรยาของเขา โดยเขาได้บริจาคเงิน 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ อีกทั้งยังบริจาคเงินมากกว่า 100 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ที่ทุกข์ทรมานจากเอดส์
อีกทั้งยังได้บริจาคเงิน 750 ล้านดอลลาร์สหรัฐแก่กองทุนเพื่อช่วยต่อสู้กับโรคต่างๆ
การบริจาคเงินและให้การช่วยเหลือผู้อื่น ทำให้เขาเป็นที่รู้จักของคนทั่วโลก
อีกทั้งเป็นแบบอย่างให้มหาเศรษฐีคนอื่นๆได้ทำตามเขา เช่น
- วอร์เรน บัฟเฟอตต์ ได้บริจาคเงินก้อนใหญ่เข้ากองทุนของเขา
จึงทำให้กองทุนของบิลล์ เกตส์และภรรยา
เป็นองค์กรการกุศลที่ใหญ่ที่สุดในโลกและมีประสิทธิภาพมากที่สุดด้วย
- คาร์ลอส สลิม
มหาเศรษฐีที่เคยติดอันดับที่ร่ำรวยที่สุดในโลก ได้บริจาคเงินให้กับ บิลล์ เกตส์ 50
ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเข้ากองทุนโดยเงินเหล่านั้นจะถูกนำไปช่วยเหลือคนยากจนในละตินอเมริกา
- เฉินหลง
ก็เป็นอีกคนหนึ่งที่ได้ตัดสินใจเข้าโครงการ “ กีฟวิ่ง เพลดจ์” ของ บิลล์ เกตส์
ซึ่งโครงการนี้จะต้องมอบเงินมากกว่าครึ่งให้กับสาธารณกุศลต่างๆหลังจากที่ตนเองเสียชีวิต
มหาเศรษฐีชาวไทยก็มีหลายคนที่มีแนวความคิดนี้
เช่น คุณตัน ภาสกรนที , คุณบุญชัย เบญจรงคกุล , คุณวิกรม กรมดิษฐ์ ,คุณทองมา
วิจิตรพงศ์พันธุ์ และ คุณธนินท์ เจียรวนนท์ บุคคลเหล่านี้
ได้บริจาคเงินช่วยเหลือการกุศล บางคนก็ได้ตั้งมูลนิธีของตนเองขึ้นมาเพื่อ ให้การช่วยเหลือสังคมและประเทศชาติ
ถามว่าทำไมมหาเศรษฐีเหล่านี้ถึงได้
ให้ สิ่งต่างๆ กับบุคคลเป็นจำนวนมากซึ่งการให้นี้ ยังรวมไปถึง การให้เงิน
การให้งาน การให้การเป็นแบบอย่างของชีวิต
เพราะการให้ทำให้มหาเศรษฐีเหล่านี้มีความสุขอย่างแท้จริง
การให้ยังทำให้เขาได้รับสิ่งต่างๆเพิ่มขึ้นอีกมากมาย เช่นได้เพื่อน ได้การยอมรับ
ได้รับชื่อเสียง ได้รับการช่วยเหลือและได้รับความร่ำรวย
หากว่าเราโยงเรื่องของการให้
การบริจาค กับเรื่องทางการตลาด การให้ ของมหาเศรษฐีโลก ก็คงไม่แตกต่างกับที่
บริษัทต่างๆทำ CSR หรือ Corporate Social Responsibility (CSR) หมายถึง
ความรับผิดชอบต่อสังคม การช่วยเหลือสังคม ซึ่งคือการดำเนินกิจการภายใต้หลักจริยธรรมและการบริหารงานที่ดี
เพราะหากว่าลูกค้าหรือประชาชนทั่วโลกได้เห็นคุณงามความดีของมหาเศรษฐีที่ได้ทำไป
ประชาชนทั่วโลกก็จะซื้อสินค้าและอุดหนุนสินค้าหรือบริการด้วยความพอใจ
อีกทั้งยังช่วยสนับสนุน ส่งเสริม สินค้าต่างๆของมหาเศรษฐีอีกด้วย จึงเท่ากับว่าสิ่งที่มหาเศรษฐีได้ให้ไป
ก็ได้ส่งผลมาเป็นการซื้อสินค้าและบริการที่เพิ่มขึ้นนั่นเอง
-
เฉิงหลง ได้บริจาคและได้ช่วยเหลือคนเป็นจำนวนมากทั่วโลก
เมื่อเฉิงหลง ได้สร้างภาพยนตร์
เรื่องใหม่ คนทั่วโลกก็อยากที่จะอุดหนุนและอยากที่จะไปดูการแสดงของเขาเพิ่มขึ้น
การบริจาคจึงทำให้เกิดแฟนคลับที่มากขึ้นหรือทำให้เกิดแฟนคลับที่เพิ่มมากขึ้นนั่นเอง
-
คุณธนินท์ เจียรวนนท์
เจ้าของและผู้บริหารเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นมหาเศรษฐีที่ร่ำรวย
ที่สุดในประเทศไทยและเป็นมหาเศรษฐีโลก
จากการจัดอันดับของ “ฟอร์บส์” เขาก็ได้มีแนวความคิดเรื่องการให้
เขาได้บริจาคเงินเพื่อการกุศลมากมายเช่น การมอบทุนการศึกษา การสร้างวัด
มอบเงินช่วยเหลือบุคคลเป็นจำนวนมากทั้งมอบด้วยตนเองหรือมอบผ่านบริษัทของเขา
-
คุณตัน ภาสกรนที
ก็เป็นอีกผู้หนึ่งที่ได้ให้การช่วยเหลือสังคมในรูปแบบต่างๆ เขาโด่งดังอย่าง
มากจากแบรนด์
“ ตัน โออิชิ” ปัจจุบันเขาเป็นประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไม่ตัน จำกัด
ซึ่งผลิตชาเขียวตราอิชิตัน จากการช่วยเหลือสังคมอย่างมากมาย
เขาจึงได้ตัดสินใจก่อตั้ง มูลนิธิ “ ตันปัน” เพื่อช่วยเหลือด้านการศึกษา
สิ่งแวดล้อมและการท่องเที่ยวอย่างจริงจัง
การช่วยเหลือบุคคลเป็นจำนวนมาก
ทำให้ประชาชนที่ได้ทราบหรือได้เห็น จึงอยากที่จะช่วยเหลือเขา ยิ่งปลายปี 54 โรงงานผลิตชาเขียว
“ อิชิตัน” ที่ลงทุนถึง 3,000 ล้านบาท
ต้องจมน้ำเนื่องจากน้ำท่วม ก็ยิ่งทำให้คนอยากที่จะช่วยเหลือเขา
โดยผ่านทางการซื้อสินค้าของเขา
ฉะนั้นเราจะเห็นได้ว่า
แนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้ จึงเป็นแนวความคิดทางการตลาดอย่างหนึ่งในการทำ CSR ให้แก่ตัวเองและบริษัทของตัวเอง
อีกทั้งแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้
ยังได้สร้างแบรนด์ส่วนตัวของทั้งตัวเองและแบรนด์ของบริษัทให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น
สำหรับแนวความคิด
ยิ่งให้ยิ่งได้ ยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับการทำธุรกิจได้อีกด้วย ดังเช่น 7-11 เกิดขึ้นในประเทศสหรัฐอเมริกา
เริ่มแรกเปิดให้บริการ 7 โมงเช้าถึง 5 ทุ่ม
ซึ่งตอนแรกๆได้ขายแต่น้ำแข็ง แต่เจ้าของ 7-11 มีหัวใจของการให้คืออยากที่จะให้บริการสินค้าที่มากกว่านี้แก่ลูกค้าจึงได้เพิ่มสินค้าเข้าไปอีกมากมาย
เช่น ขนม ยาสีฟัน ปากกา สบู่ แชมพู ฯลฯ ต่อมาด้วยความต้องการอยากที่จะให้บริการที่มากกว่านี้
เจ้าของจึงได้มีการเปิดให้บริการเพิ่มขึ้นจากการเปิดร้านวันละ 16 ชั่วโมงเป็น 24 ชั่วโมง ภายหลังเจ้าของ 7-11 อยากที่จะให้บริการแก่ชาวอเมริกาเพิ่มขึ้น จึงได้ขยายสาขาไปทั่วอเมริกา ภายหลังเจ้าของ
7-11 ต้องการอยากให้ร้าน 7-11 ได้ให้บริการแก่คนทั่วโลก
จึงได้ทำการขายแฟรส์ไชส์แก่ผู้ที่ต้องการเปิดร้าน 7-11 เกือบทุกประเทศ
เพื่อให้ร้าน 7-11 ได้ให้บริการแก่คนทั่วโลก
ฉะนั้น หากว่าท่านต้องการที่จะประสบความสำเร็จทางด้านการตลาดเหมือนดังมหาเศรษฐีหลายๆคน
การทำการตลาดจากแนวความคิด ยิ่งให้ยิ่งได้
จะเป็นแนวความคิดหนึ่งที่ส่งเสริมให้การทำการตลาดของท่านประสบความสำเร็จและสร้างความร่ำรวยให้กับท่านได้มากขึ้น
วันจันทร์ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2557
ชนะคู่แข่งด้วย SERVICE
ชนะคู่แข่งด้วย SERVICE
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
ยุคปัจจุบันเป็นยุคแห่งการแข่งขัน การบริการหรือ SERVICE จึงมีความสำคัญ ซึ่งหากว่าหน่วยงานใด องค์กรใด บริษัทใด ใช้หลัก SERVICE นี้ กระผมเชื่อว่า ท่านสามารถสร้างความได้เปรียบทางการแข่งขันได้ยังแน่นอน
S = SERVICE MIND หัวใจที่อยากจะบริการ การที่จะทำงานบริการให้ได้ดี คนๆนั้น
จำเป็นจะต้องมีหัวใจ ที่อยากจะบริการเสียก่อน ฉะนั้น งานบุคคลของแต่ละองค์กร
ควรที่จะคัดเลือกคนที่มีหัวใจที่อยากจะทำงานบริการมาเป็นบุคลากรขององค์กร
แล้วทำการอบรม พัฒนา ในเรื่องลักษณะงานด้านบริการขององค์กร
ก็จะทำให้เขาทำงานอย่างมีความสุข อีกทั้งองค์กรก็จะได้ประโยชน์จากความรักในงานบริการของบุคลากรที่ผู้นั้นได้ทำงานอีกด้วย
E = EXCEED CUSTOMER EXPECTATION ทำให้เกินความคาดหวังของลูกค้า ในงานบริการลูกค้ามีความคาดหวังว่าจะได้รับบริการจากองค์กรของเราเป็นอย่างดี
แต่ถ้าองค์กร ของเราสามารถบริการในลักษณะที่เกินคาด
ก็จะสร้างความประทับใจให้แก่ลูกค้าและผู้ใช้บริการ
แล้วเขาก็อยากที่จะใช้ซ้ำและบอกต่อหรือแนะนำให้เพื่อนๆมาลองใช้บริการขององค์กรเรา
R = REPROCESS ปรับกระบวนการ โลกยุคใหม่ต้องการความรวดเร็ว สั้น กระชับ
ดังนั้น หากองค์กรใด มีการปรับสายงาน ปรับกระบวนการ ทำงานให้เกิดความรวดเร็ว ทันใจ
กับผู้ใช้บริการ ก็จะทำให้ ผู้ใช้บริการอยากที่จะใช้บริการอีก
V = VISION มีวิสัยทัศน์
หากว่าองค์กรใด ให้ความสำคัญกับการบริการ องค์กรนั้น
มักจะเขียนหรือสร้างวิสัยทัศน์ โดยมีการระบุงานด้านการบริการเข้าไปในวิสัยทัศน์ขององค์กร
I = INFORMATION ข้อมูล ในโลกยุคนี้และโลกยุคใหม่ ข้อมูลมีความสำคัญมาก
องค์กรใด ที่มีความสามารถ ในการส่งมอบข้อมูลไปให้กับผู้ใช้บริการ
องค์กรใดที่มีความสามารถในการบริหารข้อมูลของผู้ใช้บริการ(ชื่อ ที่อยู่ เบอร์โทรศัพท์
การซื้อสินค้า ความต้องการของลูกค้า) องค์กรนั้นก็จะมีความได้เปรียบทางการแข่งขัน
C = CUSTOMER
ลูกค้า
องค์กรใดที่ให้ความสำคัญกับลูกค้า(รู้ความต้องการของลูกค้า
สนองความต้องการของลูกค้า) องค์กรนั้น ก็จะเจริญเติบโต ก้าวหน้า ขยายตัว อย่างไม่หยุดยั้ง
E = EFFECTIVE ประสิทธิภาพ
องค์กรใดที่เสริมสร้างประสิทธิภาพให้แก่ องค์กร ให้แก่พนักงาน ให้แก่สินค้า
ให้แก่งานบริการ องค์กรนั้น ก็จะชนะคู่แข่งและอยู่เหนือคู่แข่งได้
ฉะนั้น
หากว่าตัวท่านหรือองค์กรของท่าน อยากที่จะมีชัยชนะเหนือคู่แข่งขัน หรือ
อยากที่จะสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน ขอให้ท่านจงได้ยึดและนำหลักการ SERVICE ไปใช้
ท่านก็จะประสบความสำเร็จในงานด้านบริการและสร้างผลกำไรให้แก่องค์กรของท่าน
วันอังคารที่ 6 พฤษภาคม พ.ศ. 2557
การประชาสัมพันธ์ทางการตลาด
การประชาสัมพันธ์ทางการตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
การประชาสัมพันธ์ในหน่วยงานธุรกิจมีความสำคัญมาก หน่วยงานธุรกิจบางแห่งให้ความสำคัญกับการประชาสัมพันธ์มากกว่าการโฆษณาด้วยซ้ำไป
นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ เริ่มทำงาน เป็นเจ้าพนักงานฝ่ายขายของบริษัทโตโยต้า
มอเตอร์ส์ ประเทศไทย จำกัด ต่อมาได้ย้ายไปอยู่แผนกประชาสัมพันธ์
จนกระทั่งได้รับตำแหน่งผู้อำนวยการฝ่ายประชาสัมพันธ์ ผู้ช่วยกกรรมการผู้จัดการใหญ่
ซึ่งนายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ มีความสามารถโดดเด่น เป็นพนักงานจำนวนน้อยมากๆ ที่สามารถข้ามขั้น
ข้ามตำแหน่ง ซึ่งบริษัทโตโยต้า(บริหารงานแบบญี่ปุ่น)
มักให้ความสำคัญกับระบบเรียงลำดับความอาวุโส ถึงแม้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ
จะจบนิติศาสตร์บัณฑิต ก็ตาม ฉะนั้น
หากท่านเป็นคนหนึ่งที่ต้องการเก่งทางด้านการตลาด เก่งทางด้านประชาสัมพันธ์
ท่านจะเรียนจบสาขาอะไรก็ได้ ท่านก็สามารถเป็นนักประชาสัมพันธ์
นักการตลาดที่เก่งได้ ขอเพียงแต่ท่าน ศึกษา เรียนรู้และหาประสบการณ์จากมัน ดังคำพูดของนายมิ่งขวัญ
แสงสุวรรณ ได้กล่าวไว้ “ตอนอยู่การตลาด
10 ปี
ผมอ่านหนังสือเยอะมาก
แม้จะไม่ได้เรียนการตลาดแต่กลับกลายเป็นว่าผมรู้เรื่องการตลาดมาก กว่าปกติ ”
ด้วยเป็นนักประชาสัมพันธ์
นักการตลาด จึงทำให้นายมิ่งขวัญ แสงสุวรรณ ได้รับตำแหน่งต่างๆ เช่น ผอ.อสมท. ,
อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร , อดีตรองนายกรัฐมนตรี ,
อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม , อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์
ด้วยการเป็นนักประชาสัมพันธ์
เขาจึงใช้หลักการประชาสัมพันธ์ ในการช่วยปั้นดารา เช่น วิลลี่ แมคอินทอช , ทัช ณ
ตะกั่วทุ่ง ,วรุฒ วรธรรม, จอห์นนี่ แอน โฟเน่ เป็นต้น จนเขาได้รับฉายา “ Image maker”
สำหรับการทำการตลาดของบุคคลเขาให้แง่คิดดังนี้
"ในเมื่อผมขายรถยนต์ได้ตั้งเยอะแล้ว
ก็ไม่ใช่เรื่องแปลกที่ผมจะมาขายคน เพราะไม่ว่าจะเป็นรถยนต์ สบู่ ยาสีฟัน หรือคน ก็มีวิธีคิดของการสร้างภาพลักษณ์ที่ไม่แตกต่างกัน
เป็นงานอดิเรกที่ทำเงินให้ผมมาก ดารารู้จักเกือบทุกคน ผมเคยนั่งดูโทรทัศน์
กดรีโมตไปดาราที่ผมปั้นขึ้นมา เล่นชนกันเกือบทุกช่อง"
ฉะนั้น การประชาสัมพันธ์
จึงมีความสำคัญกับทุกหน่วยงาน ทั้งภาคเอกชน ไม่เว้นแม้กระทั่ง หน่วยงานรัฐบาล
ทำไมหน่วยงาน องค์กร รัฐบาลถึงต้องทำการประชาสัมพันธ์
คำตอบก็คือ เพื่อให้ประชาชนหรือผู้ใช้บริการหรือลูกค้า ได้ทราบถึงการให้บริการและงานที่ทำ
สำหรับผู้นำประเทศก็มีความจำเป็นที่จะต้องทำการประชาสัมพันธ์เช่นกัน
ดังคำพูดของ ประธานาธิบดี
ทรูแมน(Harry S.Truman)
ได้กล่าวไว้ว่า “
ท่านคงเคยได้ยินประชาชนพากันกล่าวขวัญถึงอำนาจอันยิ่งใหญ่ของประธานาธิบดีในฐานะที่เป็นผู้ปกครองประเทศ
แต่อำนาจของประธานาธิบดี ขึ้นอยู่กับความสำเร็จในการดำเนินงานประชาสัมพันธ์ด้วย
เพราะประธานาธิบดีก็ต้องฟังเสียงประชาชน และต้องรู้จักวิธีเข้ากับประชาชนให้ได้”
ประธานาธิบดี จอห์นสัน กล่าวว่า “ กระผมทราบดีว่า ปัญหายิ่งใหญ่ที่สุดของเรา
ก็คือ การติดต่อสื่อสาร ถ้าเราสามารถสื่อสารถึงประชาชนได้แล้ว
ประชาชนก็จะเข้าใจดีถึงปัญหาต่างๆ ที่เรากำลังเผชิญร่วมกันอยู่”
เหตุผลที่นักการตลาดจำเป็นจะต้องใช้การประชาสัมพันธ์เข้ามาช่วย
มีเหตุผลดังนี้
1.ค่าใช้จ่ายในการโฆษณาสูงขึ้นทุกขณะ
ส่วนการประชาสัมพันธ์ใช้งบประมาณที่น้อยกว่า
แต่สามารถสร้างความน่าเชื่อถือได้มากกว่า
2.สื่อต่างๆ มีความทันสมัย
และมีจำนวนมาก ทำให้สื่อหลักๆในอดีต เช่น ทีวี หนังสือพิมพ์ มีอานุภาพลดน้อยลง
ส่วนสื่อสมัยใหม่ เฟซบุ๊ก ทวิตเตอร์ บล็อก ยูทูบ ฯลฯ มีอานุภาพ มีพลังที่มากขึ้น
3.พฤติกรรม ทัศนคติ
ของลูกค้ามีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา การทำประชาสัมพันธ์
เป็นเครื่องมือที่มีความยืดหยุ่นและทำได้รวดเร็วกว่า
ทั้งนี้ นักการตลาดจะต้องนำแผนการตลาดและแผนการประชาสัมพันธ์ให้มีความสอดคล้องและไปในแนวทางเดียวกัน
ไม่ว่าจะเป็นแผนระยะสั้น แผนระยะกลางและแผนระยะยาว
สำหรับนักการตลาด
ที่สามารถนำการประชาสัมพันธ์ไปใช้อย่างได้ผล มักมีคุณสมบัติดังนี้
1.มักจะเป็นนักคิดที่มีความคิดสร้างสรรค์ ชอบคิดนอกกรอบ คิดอะไรใหม่ๆ
2.เป็นผู้ที่ใฝ่หาความรู้อยู่เสมอ มีความรอบรู้
3.เป็นนักสังเกตการณ์การเคลื่อนไหวทางสังคมของประเทศและสังคมโลก
ว่ามีการเปลี่ยนแปลงอย่างไรบ้าง
4.เป็นนักวิเคราะห์
และรับรู้ปัญหาต่างๆ ได้เป็นอย่างดี
5.เป็นผู้ที่มีความเชื่อมั่นในตนเอง ยิ้มแย้มแจ่มใส สะอาด เรียบร้อย สุภาพ
อ่อนโยน
6.เป็นผู้ที่มีจริยธรรม คุณธรรม ซื่อสัตย์ อดทน
7.ข้อนี้สำคัญที่สุด คือ
เป็นผู้รักงานด้านการประชาสัมพันธ์และรักงานทางด้านการตลาด
หากว่าท่านมีคุณสมบัติข้างต้น
กระผมเชื่อแน่ว่าท่านจะเป็นนักการตลาดที่สามารถนำเอาการประชาสัมพันธ์มาประยุกต์ใช้ได้อย่างดีเยี่ยม
วันจันทร์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557
สื่อการตลาด
สื่อการตลาด
โดย...ดร.สุทธิชัย ปัญญโรจน์
อาจารย์ประจำบัณฑิตวิทยาลัย ม.พิษณุโลก
ในการทำการตลาด สื่อมีความสำคัญและมีความจำเป็นเป็นอันมาก
เพราะสื่อสามารถทำให้ลูกค้าหรือผู้บริโภค รับรู้ถึง ข้อมูล ข่าวสาร ความเคลื่อนไหว
ความก้าวหน้า ของบริษัท ของผลิตภัณฑ์ ของตนเองดังนั้น
นักการตลาดที่ต้องการที่จะประสบความสำเร็จจะต้องให้ความสำคัญกับการใช้สื่อเป็นอย่างยิ่ง
สื่อในยุคปัจจุบัน
มีหลากหลาย มีความทันสมัย มีความรวดเร็ว อีกทั้งยังมีราคา มีค่าใช้จ่ายที่ถูกลงกว่าอดีตเป็นอย่างยิ่ง
เหตุเพราะยุคปัจจุบันเทคโนโลยีมีความก้าวหน้าอย่างไม่หยุดยั้ง
มนุษย์เราสามารถคิดค้นสื่อใหม่ๆ ที่มีคุณภาพทั้งเสียงและภาพดีขึ้นมาเรื่อยๆ
อีกทั้งสื่อก็มีลักษณะที่ผสมผสานกัน
เช่น เราสามารถดูโทรทัศน์ ฟังวิทยุ เล่นอินเตอร์เน็ต ดูภาพยนตร์ ดูหนังสือพิมพ์
โดยผ่านโทรศัพท์มือถือ และ เราสามารถใช้สื่อที่เราผลิตขึ้นมากระจายไปยังสื่อต่างๆได้อีกมากมาย
เช่น เราทำรายการวิทยุ เราก็สามารถถ่ายทอดผ่านจานดาวเทียม ผ่านอินเตอร์เน็ต
ผ่านไปยังสถานีวิทยุต่างๆทั่วประเทศโดยมีการเชื่อมโยงกันผ่านระบบเครือข่าย ฉะนั้นเราจึงควรที่จะเรียนรู้สื่อให้มากขึ้น
สำหรับสื่อการตลาดมีดังนี้
1.โทรศัพท์มือถือสื่ออำนาจใหม่
โทรศัทพ์มือถือถือว่าเป็นสื่อที่กำลังมาแรงเป็นอย่างยิ่ง
เพราะโทรศัทพ์มือถือสามารถทำอะไรได้หลายอย่าง อีกทั้งยังสามารถพกพาไปไหนได้สะดวก
มีความเล็กกะทัดรัด และราคาก็ไม่สูงมากนัก โทรศัทพ์มือถือสามารถรับและส่งข้อมูลได้หลายวิธี
เช่น การรับและส่ง SMS การใช้ไลน์ การใช้ Facebook การชำระเงินผ่านมือถือ การใช้มือถือนำทางโดยผ่านโปรแกรมต่างๆ ฯลฯ
2.สื่อออนไลน์ สนามรบใหม่ การสร้างเว็บไซค์
การสร้างข้อมูลผ่านระบบอินเตอร์เน็ต ถือว่าจำเป็นจะต้องมีถ้าเราต้องการที่จะเพิ่มความได้เปรียบในการแข่งขันทางด้านการตลาด
ซึ่งสื่อออนไลน์มีลักษณะที่พิเศษหลายอย่าง เช่น ราคาถูก
สามารถปกปิดตัวตนของตนเองได้ เป็นการเพิ่มช่องทาง
เป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า อีกทั้งยังมีความรวดเร็วอีกด้วย หากเกิดอะไรขึ้นเราสามารถรับรู้ได้เพียงเสี้ยววินาที
เพราะถ้ารอหนังสือพิมพ์ กับ ข่าวโทรศัพท์ก็ต้องใช้เวลาที่นานกว่า
3.ฟุตบอลเป็นสื่อ ในยุคนี้
เราจะเห็นได้ว่ามีบริษัทใหญ่ๆของประเทศไทยเราหลายบริษัทที่เข้าไปเป็นผู้สนับสนุนกีฬาฟุตบอลในสโมสรอังกฤษ
ไม่ว่าจะเป็นเบียร์ช้าง เบียร์สิงห์
เพราะกีฬาฟุตบอลเป็นกีฬาที่คนทั่วโลกนิยมดูโดยเฉพาะฟุตบอลของสโมสรฟุตบอลของประเทศอังกฤษ
4.สื่อทางด้านวัฒนธรรม
เมื่อโลกมีควมเป็นหนึ่งเดียวมากขึ้น เราก็จะเห็นสินค้าทั่วโลกมีลักษณะที่คล้ายกัน
อีกทั้งรสนิยมของผู้บริโภคเริ่มมีความคล้ายคลึงกันมากขึ้น
คนทั่วโลกเริ่มมีการใส่เสื้อสูทมากขึ้น เริ่มมีการบริโภคที่คล้ายคลึงกัน
เราเริ่มมีการรับประทานอาหารประเภทสะดวกซื้อสะดวกทานกันมากขึ้น เช่น แฮมเบอร์เกอร์
กาแฟสด โดนัส
5.สื่อตราสินค้า การสร้างตราสินค้าไม่ว่าจะเป็นชื่อ
สัญลักษณ์ สี เป็นสิ่งที่ต้องสร้างและจะต้องนำไปจดลิขสิทธิ์ เพราะหากไม่จด
เมื่อสินค้า ผลิตภัณฑ์ อื่นๆเลียนแบบหรือมีการจดก่อน เราก็จะเป็นฝ่ายที่เสียเปรียบ
ทั้งๆที่เราได้สร้างตราเหล่านั้นขึ้นมาก่อน
เพราะการใช้สื่อตราสินค้าจะทำให้มีลูกค้าประจำและมีลูกค้ารายใหม่เพิ่มขึ้น
เป็นการเพิ่มยอดขายอีกด้วย
6.สื่อหนังสือพิมพ์
ถึงแม้ปัจจุบันสื่อสมัยใหม่จะมีเพิ่มมากขึ้นทุกขณะ
แต่หนังสือพิมพ์ก็ยังคงเป็นสื่อที่ได้รับความนิยมอยู่ดี
เนื่องมาจากว่ายังมีคนอีกจำนวนมากที่ยังเข้าไม่ถึงสื่อใหม่ๆ เพราะมีราคาที่แพงกว่า
มีความยุ่งยากในการใช้กว่า อีกทั้งยังมีข้อจำกัดเช่นหากไม่เครือข่ายอินเตอร์เน็ตก็ไม่สามารถดูได้
หนังสือพิมพ์จึงเป็นที่นิยมของประชาชนกลุ่มใหญ่อีกกลุ่มหนึ่ง
7.สื่อวิทยุ สำหรับประเทศไทยเรา
ยังคงเป็นที่นิยมในสังคมชนบท โดยเฉพาะกลุ่มเกษตรกร ชาวไร่ ชาวนา ชาวสวน
ที่ชอบพกวิทยุไปฟังเพลง ฟังข่าวสารข้อมูลในขณะทำงาน ยิ่งในยุคปัจจุบันมีวิทยุชุมชน
วิทยุผ่านดาวเทียม ยิ่งเป็นการเพิ่มช่องทางให้แก่ลูกค้ามากยิ่งขึ้น
8.สื่อโทรทัศน์ มีทั้งภาพและเสียง
ซึ่งแตกต่างกับวิทยุที่รับฟังแต่เสียง
การโฆษณาผ่านโทรทัศน์จึงสามารถโน้มน้าวใจได้ดีกว่า เพราะสามารถเห็นภาพ เห็นตัวอย่างของสินค้า
แต่สื่อโทรทัศน์อาจมีค่าใช้จ่ายที่แพงกว่า ตัวเครื่องรับโทรทัศน์ก็แพงกว่าเครื่องรับวิทยุ
9.สื่อภาพยนตร์ หรือ เรียกเป็นภาษาพูดว่า “หนัง”
เป็นสื่อที่สร้างความบันเทิง และสามารถนำไปใช้โฆษณาชวนเชื่อได้เป็นอย่างดี
อีกทั้งสื่อภาพยนตร์ในยุคปัจจุบัน เราไม่มีความจำเป็นจะต้องไปดูที่โรงภาพยนตร์เหมือนในอดีต
แต่เราสามารถชมภาพยนตร์ ในบ้าน ในรถยนต์ ในที่สาธารณะได้อย่างง่ายดายโดยผ่าน
“หนังแผ่น” ผ่านทางโทรศัพท์
ผ่านทางโทรทัศน์
10.สื่อเคลื่อนที่
เป็นสื่อทางการตลาดที่สามารถเคลื่อนไหวได้ เคลื่อนย้ายได้ เช่น ป้ายโฆษณาที่ติดตามรถยนต์
ติดตามเครื่องบิน ติดตามรถไฟฟ้าบนดินหรือใต้ดิน ติดตามรถเข็น
11.สื่อที่วางไว้ ณ จุดขาย เช่น สติกเกอร์ ป้ายโฆษณา
ใบปลิว ต่างๆที่ติดไว้อยู่ชั้นวางสินค้า
หรือภายในร้านหนังสือก็จะมีการโฆษณาหนังสือติดตามหน้าร้าน
12.สื่อปากต่อปาก เป็นสื่อบุคคลที่มีคุณภาพและอนุภาพมาก
เป็นเครือข่ายที่ยากจะมองเห็นและเป็นเครือข่ายการติดต่อสื่อสารระหว่างบุคคล
เพราะคำพูดที่พูดออกไปทำให้เกิดการซื้อสินค้าและบริการ
ในขณะเดียวกันคำพูดที่พูดออกไปทำให้เกิดการทำลายภาพพจน์ความน่าเชื่อถือของสินค้าและบริการเช่นกัน
13.สื่อเน็ตเวิร์ก เป็นการใช้สื่อแบบเครือข่ายหลายชั้น
ทำให้เกิดการแพร่กระจายข่าวสารข้อมูลทางการตลาดได้อย่างดี
เช่นเดียวกับธุรกิจเครือข่าย MLM ของบริษัทต่างๆ การสื่อสารทางการตลาดแบบเน็ตเวิร์กจึงทำให้เกิดการแพร่กระจายสินค้าและบริการได้อย่างรวดเร็ว
14.สื่อคนดัง การใช้คนดังเป็นสื่อในการขายสินค้าและบริการ
ก็เป็นอีกวิธีหนึ่งที่นิยมใช้กันมากในปัจจุบัน อีกทั้งในยุคปัจจุบัน
คนที่เป็นเจ้าของสินค้าและบริการถึงกับลงมาเล่นหรือออกมาสื่อสารขายสินค้าและบริการด้วยตนเอง
ทำให้เกิดการสร้างแบรนด์ส่วนบุคคลกับการสร้างแบรนด์ของสินค้าและบริการไปพร้อมๆกัน
ฉะนั้นการใช้สื่อการตลาดจึงเป็นสิ่งสำคัญ
ความจริงยังมีอีกหลายๆสื่อการตลาดที่กระผมยังไม่ได้กล่าวถึง
แต่นักการตลาดจะประสบความสำเร็จในการใช้สื่อการตลาดหรือไม่
คงต้องขึ้นอยู่กับหลายปัจจัย เช่น หากสินค้ามีความเหมือนกันหรือคล้ายคลึงกัน อีกทั้งการใช้สื่อการตลาดก็ไม่มีความแตกต่างกัน
ก็คงประสบความสำเร็จได้ยากกว่า คู่แข่งที่มีการสร้างความแตกต่างของสินค้าและบริการ
อีกทั้งยังมีความสามารถในการใช้สื่อการตลาดที่มีความแตกต่างโดดเด่น
เหมาะสมกับสถานการณ์
สิ่งที่สำคัญสำหรับนักการตลาด
หากต้องการใช้สื่อการตลาดอย่างมีประสิทธิภาพ ก็ควรสร้างแตกต่าง อีกทั้งต้องอาศัยความคิดที่สร้างสรรค์ จังหวะในการออกสินค้าและบริการ
จังหวะในการออกสื่อแต่ละตัวก็มีความสำคัญบางครั้งออกโฆษณาไปก่อน
ในขณะที่ยังไม่มีตัวสินค้าขายตามร้าน ก็ทำให้สูญเสียเวลาและค่าใช้จ่าย
สื่อทางการตลาดต้องมีความเหมาะสมกับตัวของสินค้าและบริการจึงจะประสบความสำเร็จ
วันอาทิตย์ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556
การตลาด.ภิวัตน์
การตลาด.ภิวัตน์
โดย...ดร.สุทธิชัย
ปัญญโรจน์
สภาพการแข่งขันทางด้านธุรกิจในยุคปัจจุบัน
ทำให้ศาสตร์ทางด้านการตลาดมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ พัฒนา ต่อยอด
ปรับเปลี่ยนและหาวิธีการใหม่ๆ
เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ให้ทันกับการแข่งขันในยุคปัจจุบัน สำหรับประเทศไทยเรา
มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องเรียนรู้ ศึกษา ศาสตร์ทางการตลาด เพราะโลกในยุคนี้
เปิดกว้างให้คู่แข่งขันจากประเทศต่างๆ เข้ามาแข่งขันได้มากขึ้น อาทิเช่น
การเปิดโอกาสทางด้านเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศอาเซียน
ซึ่งจะต้องมีการเปิดโอกาสทางด้านเศรษฐกิจนับตั้งแต่วันที่ 1
มกราคม 2558 เป็นต้นไป
โลกไร้พรมแดน
การตลาดไร้พรมแดนหรือการตลาด.ภิวัฒน์ นับว่ามีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง
ธุรกิจที่จะสร้างความร่ำรวยและยิ่งใหญ่ให้กับเจ้าของกิจการ
ผู้บริหารมักจะต้องมองไปยังกลุ่มลูกค้าทั่วโลก มากกว่ามองหาลูกค้าภายในประเทศ จึงไม่เป็นที่แปลกใจเลย
ที่สินค้าหลายๆตัวซึ่งมีสัญชาติไทย ได้ออกไปขายสินค้ายังตลาดต่างประเทศมากขึ้น
เช่น เครื่องดื่มชูกำลังกระทิงแดง , เบียร์ช้าง , สาหร่ายทอดเถ้าแก่น้อย เป็นต้น
ปัจจัยที่จะทำการตลาดในระดับโลกให้ประสบความสำเร็จมีอยู่หลายปัจจัย
กล่าวคือต้องทำการศึกษาและหาข้อมูลต่างๆ ในประเทศที่เราจะไปลงทุน
เช่น พฤติกรรมผู้บริโภคของคนในประเทศนั้นๆ , นโยบายของรัฐบาล ,
กฎหมายทางด้านการค้าระหว่างประเทศ , ภาษีระหว่างประเทศ , วัฒนธรรม ประเพณี ศาสนา
ภาษา ฯลฯ
สำหรับการตลาดภายในประเทศ
เราคงต้องมองออกไปให้กว้าง เพราะหากเปิด AEC
(ASEAN Economic Community)หรือความร่วมมือทางด้านเศรษฐกิจในประชาคมอาเซียน
เราจะมีประชากรทั้งหมดเกือบ 600 ล้านคน ไม่ใช่แค่ 60 ล้านคนเหมือนในอดีตอีกแล้ว ฉะนั้น นักธุรกิจชาวไทยคงต้องไวต่อการแข่งขัน
เพราะตลาดที่มีขนาดที่ใหญ่ขึ้น และมีความแตกต่างกันในหลายๆด้าน
ไม่ว่าจะเป็นของเชื้อชาติ ภาษา ศาสนา ฯลฯ
กลยุทธ์
ลด แลก แจก แถม ยังคงเป็นกลยุทธ์แม่บทที่ยังใช้ได้และทรงอนุภาพมาก ถ้าหากนำไปใช้อย่างถูกจังหวะ เวลา เพราะธรรมชาติของมนุษย์ทุกชาติ
ทุกภาษา มักชอบสินค้าที่มีโปรโมชั่นเหล่านี้
การสื่อสารการตลาด
โปรโมชั่นมิกซ์ จะต้องทำอย่างกระจายทุกรูปแบบมากกว่าในสมัยอดีต
เพราะในยุคปัจจุบันมีสื่อใหม่ๆ เกิดขึ้นและได้รับความนิยมมากมาย
เพราะในอดีตเรามักเน้นการโฆษณาลง โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ใหญ่ๆ วิทยุ แต่ยุคปัจจุบัน
โลกได้เปลี่ยนไป สื่อต่างๆมีมากและทันสมัย ทำให้กลุ่มเป้าหมายที่จะซื้อสินค้าของเรา สามารถเลือกที่จะบริโภคสื่อที่แตกต่างกันออกไป
เช่น การเลือกบริโภคสื่อทางอินเตอร์เน็ต ,
การเลือกชมสื่อทางโทรทัศน์ดาวเทียมในรายการที่ตนเองชื่นชอบ , การเลือกฟังรายการวิทยุชุมชนที่ตนเองชื่นชอบ
เป็นต้น
ดังนั้นการทำโปรโมชั่นมิกซ์
จึงต้องทำให้มีความหลากหลาย แต่ต้องทำอย่างมีคุณภาพทำอย่างมีประสิทธิภาพ
ไม่ใช่ขอแค่ให้ได้ทำหรือทำเหมือนกับการหว่านทรัพย์ให้ละลายในแม่น้ำ
ซึ่งการทำโปรโมชั่นมิกส์อย่างได้ผลก็คงต้องยึดหลัก 4 หลักใหญ่ๆ
คือ การโฆษณา , การประชาสัมพันธ์,การขายโดยตรงโดยพนักงานขายและการส่งเสริมการขาย ซึ่งการจะใช้ตัวใดมากน้อยเพียงใด
ก็คงต้องขึ้นอยู่กับปัจจัยในเรื่องของงบประมาณ บุคลากร เทคโนโลยี ของแต่ละองค์กรไป
เมื่อการสื่อสารไฮเทค
นักการตลาด.ภิวัฒน์ ก็มีความจำเป็นที่จะต้องไฮเทคตาม
โลกยุคปัจจุบันเป็นโลกที่ใช้เทคโนโลยีกันมาก โดยเฉพาะเทคโนโลยีที่เกี่ยวกับการสื่อสาร
เช่น ปัจจุบันเราสามารถอ่านข่าวได้ผ่านทางโทรศัพท์มือถือ ,
เราสามารถโอนเงินผ่านเทคโนโลยีได้อย่างง่ายดาย ,
เราสามารถดูโทรทัศน์ผ่านมือถือได้อย่างง่าย นักการตลาดสมัยใหม่จึงต้องเรียนรู้เทคโนโลยีเพื่อนำมาใช้ในการขยายฐานลูกค้าให้ได้มากขึ้น
เพราะเกมการแข่งขันทางธุรกิจต้องสู้กันด้วย ความไว ความถูกต้อง ความสบาย
และความมีประสิทธิภาพด้วย
ตัวอย่างเช่น
เทเลช็อปปิ้ง Tele Shopping เป็นตัวอย่างในการขายสินค้าด้วยแคตาล็อก
โดยผ่านไดเร็กต์ เมล์ ผู้ซื้อสามารถสั่งซื้อสินค้าได้ทางโทรศัพท์ตลอด 24 ชั่วโมง และสามารถชำระเงินผ่านทางบัตรเครดิตหรือบัญชีเงินฝากธนาคาร
โดยที่ผู้ซื้อและผู้ขาย ไม่ได้มีโอกาสเห็นหน้าหรือพบปะกันเลย
โลกไร้พรมแดน
สินค้าไร้พรมแดน ใครจะนึกว่า
สินค้าทุกประเภทจะสามารถขายแข่งขันกันได้อย่างเสรีดังเช่นในยุคปัจจุบัน เคนตั๊กกี้
KFC
, ดังกิ้น โดนัท , พิซซ่าฮัท ฯลฯ สินค้าเหล่านี้สามารถขายแข่งขันกับข้าวแกงตามท้องถนนของประเทศไทยได้
โลกเป็นหนึ่งเดียว
และใครจะไปรู้ว่า ในประเทศไทยของเรา มีสินค้าต่างๆที่คนทั่วโลกมีหรือคนทั่วโลกใช้เหมือนกันหรือแทบไม่แตกต่างกัน
ตัวอย่าง อาหารอินเดียมาขายในเมืองไทยมากขึ้น
อาหารของประเทศต่างๆมาขายในประเทศไทยเรามากขึ้น นักการตลาด.ภิวัฒน์
จึงต้องมองการตลาดให้มีความลึกซึ้ง มองในหลายมิติมากกว่าในอดีต
เพื่อนร่วมค้า
จับมือคู่แข่ง ท่านผู้อ่านที่อ่านมาถึงตรงนี้
อาจจะรู้สึกว่า การทำธุรกิจในยุคนี้ เริ่มยาก เริ่มมีความซับซ้อนและในอนาคตก็จะมีความยากยิ่งขึ้นอีกหลายเท่า
เนื่องจาก ปลาใหญ่จะมากินปลาเล็ก
(บริษัทใหญ่ข้ามชาติจะเข้ามาซื้อกิจการต่างๆของไทยเรา)
ดังนั้นหากท่านไม่ต้องการแข่งขัน ยุทธวิธีอย่างหนึ่งที่ท่านจะทำได้ก็คือ
การเป็นพันธมิตรการค้าร่วมกันกับคู่แข่ง กลยุทธ์นี้มีมานานแล้ว
ท่านไม่ควรที่จะยึดอัตตามากจนเกินไป เพราะบางองค์กรเคยยิ่งใหญ่ แต่เป็นประเภทยอมหักไม่ยอมงอ ประเภทสู้ตาย ผลที่ได้รับก็คือ ตายจริงๆ
เพราะสุดท้ายก็ต้องปิดกิจการหรือเลิกกิจการไป
องค์กรในสหรัฐอเมริกา
มีการจับมือกันเป็นพันธมิตรกันอย่างมากมาย เช่น แอปเปิล คอมพิวเตอร์ จับมือกับ
ดิจิตอล ในการวิจัยและพัฒนาถึงแม้จะเป็นบริษัทคอมพิวเตอร์เหมือนๆกัน หรือ ฟอร์ด จับมือกับ มาสด้า
ในการช่วยกันทำงานทางด้านเทคโนโลยีและการหาช่องทางการจัดจำหน่ายใหม่ๆ แม้แต่ยักษ์ใหญ่อย่าง
เป็ปซี่ , โค้ก และกรีนสปอต ยังเคยจับมือกันลงทุนเปิดบริษัทผลิตแก้วผลิตกระป๋องแคนของตนเองร่วมกัน
เพื่อให้เกิดความมั่นใจในเรื่องของคุณภาพมากยิ่งขึ้น เป็นต้น
การจับมือกันทำให้เกิดชัยชนะร่วมกัน(
win-win) แต่สิ่งที่ควรระวังก็คือเรื่องของจิตสำนึก คุณธรรม จริยธรรม
เพราะบางธุรกิจ เมื่อจับมือกันแล้วก็มักจะเอาเปรียบผู้บริโภค
โดยการขึ้นราคาหรือการกำหนดราคาเอง ทำให้ได้กำไรเป็นจำนวนมาก
ถ้าหากท่านเป็นคนหนึ่งที่ใช้กลยุทธ์นี้ กระผมหวังว่าท่านจะมีจิตสำนึกดังกล่าวด้วย
ท้ายนี้
กระผมเชื่อว่า ในยุคของพวกเรา พวกเราไม่สามารถหลีกหนี การตลาด.ภิวัฒน์ได้ ดังนั้นสิ่งที่พวกเราควรที่จะทำก็คือ
เราต้องมีการปรับตัว เราต้องศึกษา เราต้องทำความเข้าใจ
เพื่อที่จะใช้ชีวิตในโลกของการแข่งขันที่ไร้พรมแดนได้อย่างมีความสุข
วันพุธที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2556
การส่งเสริมการตลาดแบบกองโจร
การส่งเสริมการตลาดแบบกองโจร
โดย...ดร.สุทธิชัย
ปัญญโรจน์
โลกยุคปัจจุบันเราต้องยอมรับว่าเป็นยุคของการแข่งขัน ยุคของทุนนิยมและเป็นยุคของการนำเอาการตลาดมาใช้กับวงการต่างๆมากขึ้นกว่าในอดีต
ไม่ว่าจะเป็น วงการเมือง วงการศาสนา วงการธุรกิจ วงการราชการ ฯลฯ
องค์กรใด หน่วยงานใด หากมีงบประมาณมากๆ องค์กรนั้น หน่วยงานนั้น
มักได้เปรียบในการทำการตลาด โดยเฉพาะสมรภูมิทางธุรกิจที่มีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง
ดุเดือด มีการเปลี่ยนแปลงที่รวดเร็ว ด้วยเหตุนี้จึงทำให้หลายองค์กรต้องล้มหายตายจากไป
ทั้งๆที่ในอดีต องค์กรเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นองค์กรชั้นนำหรือมีส่วนแบ่งเป็นอันดับ 1
ของวงการนั้นๆเลยทีเดียว ตัวอย่าง ในอดีตหลายท่าน
คงได้มีโอกาสได้ใช้ฟิลม์สีและฟิลม์ขาวดำในการถ่ายรูป ซึ่งยี่ห้อที่มีชื่อเสียงมากก็คง
Kodak แต่ถามว่าตอนนี้ Kodak อยู่ที่ไหนของตลาด
หลายท่านตอบไม่ได้
ก็เนื่องจากปัจจุบันลูกค้าได้เปลี่ยนมาใช้ระบบกล้องดิจิตอดกันทั่วโลก
อีกทั้งมีคู่แข่งรายใหม่ถึงแม้จะเล็กกว่าแต่ก็สามารถได้กำไรและเจริญเติบโตทางการตลาดได้ดีกว่า
Kodak เสียอีก จากกรณีของบริษัท Kodak ทำให้เรารู้ว่า
การไม่ยอมปรับตัวอย่างรวดเร็วต่อการแข่งขันทำให้เกิดความสูญเสียอย่างมหาศาล
อีกทั้งบริษัทเล็กๆ ก็สามารถทำการตลาดได้ดีกว่าหากว่าบริษัทนั้นๆ มีกลยุทธ์
ยุทธวิธีที่ดีกว่าและมีประสิทธิภาพกว่า
ในบทความนี้
จึงอยากนำเสนอ การส่งเสริมการตลาดแบบกองโจร เพื่อให้บริษัทหรือองค์กร ขนาดเล็กๆ ซึ่งมีงบประมาณจำกัด
ใช้เป็นแนวทางในการต่อสู้ในการแข่งขันทางการตลาด มีดังนี้
การส่งเสริมการตลาด
เมื่อเรามีสินค้าดี บริการดี แต่หากลูกค้า ไม่ทราบ ไม่รู้จัก สินค้า บริการนั้นๆ
ก็มีคุณค่าน้อยกว่า สินค้า บริการของคู่แข่ง
ซึ่งสินค้าของคู่แข่งอาจมีคุณภาพน้อยกว่าของเราก็ได้ สิ่งนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นภายในใจของผู้บริโภค ดังนั้นในการทำงานด้านการตลาด
เรารู้จักลูกค้ายังไม่เพียงพอ แต่สิ่งที่สำคัญก็คือ ลูกค้าจะต้องรู้จักตัวเราด้วย
หากลูกค้ารู้จักเรา เขาก็จะหาทางซื้อสินค้าของเรา
แต่ในทางกลับกันหากลูกค้าไม่รู้จักเรา เขาก็ไม่มีความต้องการในการซื้อสินค้า
การส่งเสริมการตลาดจึงมีความจำเป็น
1.1.การโฆษณามีความสำคัญในการทำการส่งเสริมการตลาด
แต่การโฆษณาที่ดีต้องโฆษณาซ้ำๆ หลายๆครั้ง เพื่อให้ลูกค้าเกิดความทรงจำที่ดี
แต่หากบริษัทหรือองค์กรเรามีงบประมาณน้อยจะทำอย่างไร
เพราะการโฆษณาในแต่ละครั้ง
ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก
นักการตลาดแบบกองโจรจะใช้วิธีการคือ
ลงโฆษณาครั้งเดียวเช่นทางหนังสือพิมพ์แล้วเก็บภาพ ข้อมูล รายละเอียดต่างๆ
ถ่ายเอกสาร แล้วทำการเผยแพร่ไปยังลูกค้าเป้าหมายโดยตรง อาจจะเป็นทางไปรษณีย์
ร้านค้า สถานประกอบการธุรกิจต่างๆที่ขายสินค้าของเรา และหากเป็นไปได้ก็ควรตัดเก็บภาพข้อมูลต่างๆ ใส่กรอบติดไว้โชว์ภายในบริษัทของตนเองด้วย
หากทำได้ในลักษณะนี้ ก็จะทำให้ประหยัดงบประมาณไปได้มากกว่า
การลงโฆษณาในหนังสือพิมพ์หลายๆฉบับ ซ้ำไปซ้ำมา ทำให้เสียค่าใช้จ่ายเป็นจำนวนมาก หรือ
การทำโฆษณาทางโทรทัศน์โดยโฆษณาไม่กี่ตอน แต่เราสามารถนำไปลงในสื่ออินเตอร์เน็ต
อีกทั้งนำไปเปิดก่อนที่จะแนะนำตัวสินค้า เปิดตอนก่อนที่จะอบรม สัมมนาได้อีกด้วย
1.2.ใบปลิว มีต้นทุนที่ถูกกว่า ต่ำกว่า การทำโบรชัวร์
ใบปลิวสามารถลงข้อมูลได้เป็นจำนวนมาก มีความคล่องตัวในการแจกจ่าย ท่านสามารถติดใบปลิวตามป้ายรถเมล์
ติดตามมุมตึก ติดตามป้ายประกาศต่างๆ ฯลฯ
ปัจจุบัน โรงพิมพ์มีความทันสมัยมาก
ทำให้ต้นทุนต่อหน่วยในการทำใบปลิวถูกมากๆ ซึ่งเนื้อหาภายในท่านควรทำการนำเสนออย่างง่ายๆ
นำเสนอสินค้าและบริการของท่านในราคาพิเศษ
ควรกำหนดระยะเวลาสิ้นสุดในการซื้อหรือการใช้บริการ
ท่านคงเห็นได้แล้วว่า
ใบปลิวเป็นเครื่องมืออีกตัวหนึ่งในการทำการส่งเสริมการตลาดแบบกองโจรของธุรกิจขนาดเล็กซึ่งธุรกิจขนาดใหญ่อาจมองข้าม
1.3.บทความและทำเป็นหนังสือขาย เป็นเครื่องมือในการสร้างความน่าเชื่อถือ
หากบริษัท องค์กรของท่าน สามารถเขียนบทความเป็นประจำลงในสื่อต่างๆ เช่น
สื่อหนังสือพิมพ์ วารสาร หรือแม้แต่ลงในอินเตอร์เน็ต เพราะการเขียนบทความเผยแพร่
ให้ความรู้เกี่ยวกับคุณค่าของสินค้า บริการ ของบริษัท มักไม่เสียค่าใช้จ่าย เนื่องจากหลายสิ่งพิมพ์ต้องการเผยแพร่ความรู้
การเขียนบทความหากท่านเขียนได้ดีและมีคนสนใจเป็นจำนวนมาก
ในอนาคตท่านสามารถรวบรวมทำเป็นหนังสือ ขายได้อีกทางหนึ่ง
ซึ่งการทำหนังสือก็จะสร้างรายได้ สร้างความน่าเชื่อถือเพิ่มมากขึ้น
เพราะหนังสือที่ขายเหล่านั้นก็จะวางขายตามร้านขายหนังสือชั้นนำ (ซีเอ็ด
ร้านนายอินทร์ ศูนย์หนังสือจุฬา ฯลฯ)
1.4.การสอนการบรรยาย เป็นอีกวิธีหนึ่งที่ทำให้ ลูกค้า ผู้บริโภค
เกิดความศรัทธาในตัวคุณและบริษัทของคุณ คุณสามารถสอนหรือบรรยายให้แก่องค์กรหรือสถานที่ต่างๆ
เช่น มหาวิทยาลัย วิทยาลัย ชุมชน องค์กร หน่วยงาน ฯลฯ เพื่อให้ลูกค้าหรือผู้บริโภค
เห็นว่าคุณเป็นผู้เชี่ยวชาญในการวงการนั้นๆ การสอนการบรรยาย
ทำให้คุณไม่เสียค่าใช้จ่ายในการทำการตลาด แต่สิ่งที่สำคัญ
คุณควรระวังและไม่ควรทำดังนี้ อย่าใช้สถานที่ที่คุณบรรยายในการขายสินค้าและบริการ
แต่จงให้ข้อมูลที่มีคุณค่าแทน ,
คุณจำเป็นจะต้องมีความสามารถในการพูดอยู่บ้าง เพราะสินค้าดี
แต่คนพูดไม่ดีก็ทำให้สินค้านั้นอาจไม่ดี แต่ในทางกลับกัน หากสินค้าไม่ดี
แต่คนพูดดี ก็อาจทำให้สินค้านั้นดีขึ้นมาได้ , อย่าลืมให้เบอร์โทรศัพท์หรือสถานที่ติดต่อ
เพราะหากมีคนฟังสนใจเขาก็จะสามารถโทรศัพท์มาปรึกษาถามซื้อสินค้าของคุณได้
และถ้าหากคุณคิดว่าคุณสามารถถ่ายทอดได้เป็นอย่างดี คุณก็ควรถ่ายภาพจากกล้องเคลื่อนไหวหรืออัดวีดีโอ
เพื่อนำมาลงในสื่ออินเตอร์เน็ตได้อีกด้วยก็จะเป็นเครื่องมือประชาสัมพันธ์ได้อีกทางหนึ่งเลยทีเดียว
1.5.เข้าเป็นสมาชิกของ ชมรม สมาคม สโมสรต่างๆ การเข้าเป็นสมาชิกของกลุ่ม
องค์กรต่างๆเหล่านี้จะทำให้คุณมีฐานลูกค้ามากขึ้น อีกทั้งมีคนให้ความช่วยเหลือ
ส่งเสริม อุดหนุนสินค้าของคุณ หลายคนอาจมองข้าม
แต่หลายคนได้ประโยชน์จากการเข้ากลุ่มเหล่านี้ เพราะบางธุรกิจใช้สนามกอล์ฟ
ในการติดต่อเจรจาทางด้านการค้า และหากคุณเป็นคนที่มีความรู้ความสามารถ
หากสมาชิกของกลุ่มเลือกคุณให้เป็นประธาน นายกสมาคม นายกสโมสร
ก็จะยิ่งทำให้คุณมีโอกาสขายสินค้าและบริการได้มากยิ่งกว่าเดิม ทั้งนี้เพราะภาพลักษณ์ของคุณจะดูดีในสายตาของผู้บริโภคหรือคนที่พบเห็น
การทำการส่งเสริมทางด้านการตลาดแบบกองโจรนี้
คุณจะต้องทราบและคุณจะต้องยึดหลักปฏิบัติดังนี้
1.คุณจะต้องมีความอดทน เนื่องจากงบประมาณมีจำกัด งบประมาณมีจำนวนน้อย คุณจะต้องออกแรงมากกว่า
คู่แข่งขันที่มีงบประมาณมากกว่า ดังนั้นคุณจำเป็นต้องอดทน ทำงานหนัก ทำงานมากกว่าคู่แข่ง
ทุ่มเทมากกว่าคู่แข่ง
2.คุณต้องใช้ความคิดให้มากกว่าคู่แข่ง
หากคุณมีโอกาสดูภาพยนตร์ที่เกี่ยวกับการทำสงคราม เช่น 3 ก๊ก
, การต่อสู้ในสงครามโลกครั้งที่ 1 และ ครั้งที่ 2 คุณจะเห็นภาพชัดเจนว่า บางครั้ง
ฝ่ายที่มีทหารมากกว่าก็ไม่จำเป็นจะต้องได้รับชัยชนะเสมอไป
แต่ตรงกันข้ามฝ่ายที่มีทหารน้อยกว่าก็สามารถได้รับชนะสงครามได้เช่นกัน
ทั้งนี้ฝ่ายที่มีทหารน้อยกว่า จำเป็นจะต้องคิดให้มากขึ้น วางแผนให้มากขึ้น
ทำการบ้านให้มากขึ้น ปรับเปลี่ยนกลยุทธ์ ยุทธวิธี ตลอดเวลาตามสถานการณ์ในการต่อสู้นั้นเอง
3.คุณจำเป็นจะต้องมีความสม่ำเสมอ
การส่งเสริมการตลาดเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่งในการแข่งขัน
แต่จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอ ไม่ใช่ทำๆ หยุดๆ
เพราะการจะสร้างภาพหรือสร้างแบรนด์ให้เกิดขึ้นภายในใจของลูกค้านั้นต้องอาศัยความสม่ำเสมอและต้องใช้ระยะเวลานานพอสมควร
4.ความมั่นใจในตนเอง หลายคนมีความคิดที่ดี หลายคนมีการวางแผนที่ดี
แต่หากคนๆนั้น ไม่มีความมั่นใจในตนเองเสียแล้ว เขาก็คงทำอะไรสำเร็จได้ยาก
การส่งเสริมการตลาดแบบกองโจรก็เช่นกัน การต่อสู้กับคู่ต่อสู้ที่แข็งแรงกว่า
ใหญ่กว่า เงินงบประมาณมากกว่า หากคุณไม่มีความเชื่อมั่นและคิดว่าต่อสู้ไม่ได้
คุณก็จะไม่สามารถชนะคู่แข่งขันได้ ทั้งนี้ แค่คุณคิดก็เห็นได้แล้วว่า
คุณแพ้หรือชนะ จงเชื่อมั่นในตนเองแล้วคุณจะเป็นผู้ชนะในการแข่งขัน
สำหรับข้อความข้างต้นจึงเหมาะสำหรับผู้อ่านที่เป็น
เจ้าของกิจการที่มีงบประมาณในการส่งเสริมการตลาดที่มีเงินจำนวนน้อย , นักการตลาดของบริษัทเล็กๆ
, นักศึกษา นิสิตและคนทั่วไปที่สนใจเรื่องของการตลาด เพราะทุกๆคนสามารถเป็นนักการตลาดได้อย่างแน่นอนครับ
สมัครสมาชิก:
ความคิดเห็น (Atom)